มือน้อยคู่นั้นพยายามอยู่นาน ในที่สุดก็เร่งรุดก่อนที่ท่านแม่ทัพจะปะทุโทสะ กระชากผ้าห่มผืนเกะกะนั้นลงมาจนได้
ศีรษะเล็ก ๆ กลมปุ๊กโผล่ออกมา ดวงตางัวเงีย กระจุกผมชี้ตั้งขึ้นเพราะนอนทับ
เหล่านักวางแผนตกตะลึง พวกเขาเห็นอะไรกัน?
ในอ้อมกอดของแม่ทัพผู้โหดเหี้ยมไร้ปรานี กลับมีเด็กน้อยนุ่มนิ่มน่าชังปุดปุดโผล่มา!?
เสิ่นซุ่ยซุ่ยขยี้ตา เงยหน้าขึ้นมาอย่างมึนงง
“ท่านพ่อไม่ใช่คนไร้ค่าสักหน่อย!”
เสียงแจ๋วใสดังกังวาน หนักแน่นดุจขว้างหิน
“ก๊าก ๆ!” เสี่ยวไป๋หมาตัวน้อยร้องสมทบกับนายของมัน
ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน
เดี๋ยวก่อน นี่มิใช่สายลับน้อยที่มาอ้างตัวเป็นบุตรเมื่อกลางวันหรอกหรือ?
แม่ทัพว่าอย่างไรนะ? ท่านทำหน้าดุใส่เด็กน้อย บอกให้ไสหัวไป!
แต่มาบัดนี้ ถึงกับได้นอนหนุนตักแม่ทัพแล้ว แม่ทัพยังอุตส่าห์ห่มผ้าให้อย่างดีอีกด้วย
ท่านแม่ทัพน่ะรักเด็กเหลือเกิน รักเด็กน้อยถึงขนาดอุ้มหมานางเข้ามาด้วยกันเลย!
อ้า ไม่ใช่ จงม่ายนึกถึงจุดพิรธต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อ แม่ทัพแต่แรกคงตั้งใจไล่พวกเขาออกไป มิให้เห็นสินะ
สัมผัสได้ถึงสายตาประหลาดของลูกน้องทั้งสอง ขมับของฟู่สวินชวนเต้นตุบ ๆ หลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจลึก
เขาจับเด็กน้อยทั้งสองขึ้นมา แล้ววางลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาตามอำเภอใจ
เสิ่นซุ่ยซุ่ยตื่นเต็มตาเพราะถูกกระตุกครั้งนี้
นางกอดหมาตัวน้อยนั่งอยู่บนพื้น เงยหน้ามองแม่ทัพ ดวงตาเป็นประกายแวววาว ไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลย
เมื่อครูนี้นางถูกท่านพ่ออุ้มเข้ามา!
“ตื่นแล้วก็ยืนให้เรียบร้อย” ฟู่สวินชวนเอ่ยเสียงเข้ม
“ได้เจ้าค่ะ”
เสิ่นซุ่ยซุ่ยยันมือทั้งสองกับพื้น ยื่นก้นออกมา ส่งเสียง “อึ๊ย” ลุกขึ้นยืน มือซ้ายกำมุมผ้าห่มไว้ ด้านขวามือมีเสี่ยวไป๋หมาตัวน้อยนั่งเฝ้า
ฟู่สวินชวนหันไปมองนักวางแผนทั้งสอง “คุยถึงไหนแล้ว?”
เหล่านักวางแผนสายตาจดจ่ออยู่กับจมูกและหัวใจของตน พวกเขาล้วนฟังออกว่า สิ่งที่แม่ทัพหมายถึงคือ พูดจบแล้วก็ไสหัวไป
ได้ล่ะ พวกเขาประสานมือคารวะพร้อมกัน คิดจะกล่าวคำลา
ทันใดนั้นก็มีเสียงเหนาะ ๆ ดังขึ้นอีก
“เมื่อครู่พวกเขาบอกว่าท่านพ่อเป็นคนไร้ค่า!”
เหล่านักวางแผน: !? ใครพูดกัน ไม่ใช่แม่ทัพพูดเองหรือ เจ้าอย่าอาศัยว่าตัวน่ารักแล้วมั่วพูดสิ!
ตกใจจนพวกเขามือที่ยกขึ้นประสานค้างไว้เหนือหน้าผากไม่กล้าวางลง ยังคงค้างแข็งอยู่ตรงนั้น ดวงตาทั้งสองใต้มือกลอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง
สวรรค์ พระแม่ สะพรึงกลัวเหลือเกินว่าแม่ทัพจะตบเด็กน้อยผู้ไม่รู้จักสูงต่ำผู้นี้ตายไปเสีย
พวกเขาแอบชำเลืองตามองแม่ทัพ
ท่านมิได้ลงมือ กระทั่งคิ้วยังไม่ขมวด ทำเพียงมองเด็กน้อยนั่นด้วยสายตาหม่นหนัก
เสิ่นซุ่ยซุ่ยเหมือนจะไม่รู้สึกถึงบรรยากาศประหลาดนี้ ก้มหน้าคุ้ยหาของในห่อผ้าน้อย ๆ ของนาง ค้นไปค้นมา หยิบค้อนเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ อันหนึ่งออกมา
นางชูค้อนขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าซ่อมท่านพ่อได้นะเจ้าคะ”
หวังเต๋อมองค้อนอันที่เหมือนยังไม่ทันได้ใช้งานจริงจัง มุมปากกระตุก ใช้เจ้านี่ซ่อม?
ช่างน่าหัวร่อสิ้นดี ขาโต๊ะเก้าอี้หัก ใช้ค้อนตอกตะปู อาจซ่อมได้
แต่นี่คนเป็น ๆ นะ!
เด็กน้อยช่างโง่เขลาอย่างน่าเอ็นดู
จงม่ายอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบา ๆ “ตอก ๆ กระทุ้ง ๆ แล้วจะหาย? เช่นนั้นยังต้องใช้หมอทำอะไร”
เสิ่นซุ่ยซุ่ยไม่สนใจว่าพวกเขาจะพูดอะไร
นางยังปลอบแม่ทัพ “ท่านพ่ออย่ากลัว ให้ซุ่ยซุ่ยเคาะหน่อย เสี่ยวไป๋ก็หายดีแบบนี้แหละเจ้าค่ะ”
มือน้อยกำค้อนยกขึ้น แต่กลับค้างกลางอากาศ ไม่อาจตอกลงไปได้
เสิ่นซุ่ยซุ่ยเงยหน้ามอง คือท่านพ่อ ท่านพ่อจับข้อมือนางไว้
เด็กน้อยทำหน้าบูดเบี้ยว ดิ้นอย่างอึดอัด แต่ไม่หลุด
“ท่านพ่อ ซุ่ยซุ่ยเจ็บ”
ฟู่สวินชวนก้มหน้า ค่อย ๆ คลายมือออกช้า ๆ
หากนี่คือสายลับน้อยที่ศัตรูส่งมา ก็คงโง่จนน่าเวทนาแล้ว
มุมปากของเขากระตุกยิ้มเยาะ ตัวเขาเองยามนี้ก็พิการ อ่อนแอลง เริ่มขวัญอ่อนไปเสียแล้ว
“ฟิ้ว ๆ” สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ม้วนใบไม้แห้งบนพื้น
ฟู่สวินชวนขมวดคิ้ว นิ้วมือที่วางอยู่บนเข่าจู่ ๆ ก็กำแน่น
กระดูกใต้บั้นเอวนั่นเริ่มเจ็บอีกครั้ง
เป็นความหนาวเย็นและเจ็บปวดที่ฝังลึกถึงไขกระดูก ราวกับมีคนถือสว่านน้ำแข็ง เจาะกระแทกลงในไขกระดูกทีละนิ้ว ๆ อย่างแรง
“หมิงเซี่ย” ฟู่สวินชวนเรียกเสียงแหบ
“อ้า มาแล้ว” ในพงหญ้าไม่ไกลจู่ ๆ ก็มีคนพุ่งออกมา
หมิงเซี่ยเสื้อผ้าค่อนข้างยับยู่ยี่ บนศีรษะยังมีหญ้าติดอยู่เส้นหนึ่ง
นางเกาหัว “แม่ทัพรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
ฟู่สวินชวนไม่ตอบ ชี้ไปที่เด็กน้อยซึ่งจ้องเขาตาแป๋ว “พานางไป”
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อ “จัดการให้เรียบร้อย”
หมิงเซี่ยพยักหน้ารับคำ เดินมาจับมือเสิ่นซุ่ยซุ่ย
แม่ทัพเอ่ยวาจาทองคำเช่นนี้ ก็คือจะรับเด็กน้อยไว้เป็นบุตรสาวแล้ว
ในฐานะคนสนิทของแม่ทัพ นางเข้าใจ!
“ง่วงแล้วหรือซุ่ยซุ่ย มาเถิด หม่อมฉันพาไปนอน”
ทว่าเสิ่นซุ่ยซุ่ยลากอย่างไรก็ไม่ยอมไป ดื้อดึงปักหลักอยู่กับที่ราวกับลาหัวแข็ง
นางเบะปาก ดวงตาคลอหน่วย มือยังกำค้อนนั้นแน่นไม่ยอมปล่อย
“ซุ่ยซุ่ยอยากช่วยท่านพ่อซ่อมขา แต่ท่านพ่อไม่ยอม”
นางสูดจมูก ค้อนดี ซุ่ยซุ่ยดี ท่านพ่อร้าย
หมิงเซี่ยย่อตัวลง ค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนแก้มของซุ่ยซุ่ย ถอนหายใจเบา ๆ เด็กน้อยเองก็สงสารพ่อสินะ
นักวางแผนทั้งสองกำหมัดด้วยความกังวล ทั่วทั้งจวน ใครกล้าแตะต้องขาของแม่ทัพกัน นั่นคือข้อห้ามของแม่ทัพ ไม่ดีอาจเกิดเรื่องถึงชีวิตได้
พวกเขาแอบชำเลืองตา เห็นมุมปากของแม่ทัพเม้มเป็นเส้นตรง ไม่รู้คิดอะไรอยู่
ดวงตาสี่คู่ต่างซ่อนความนึกคิดมองไปที่เขา
ฟู่สวินชวนหลังตั้งตรงแน่วแน่
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ค้อนเล็ก ๆ ไม่สะดุดตาอันนั้น แล้วย้ายกลับไปที่ใบหน้าดื้อดึงน้อย ๆ นั่น
ดูท่าเป่ยตี๋จะใจทรามไม่ตาย ห้าปีแล้ว ยังหวั่นเกรงว่าขาเขาจะดีขึ้นได้
เขาจะดูว่า เด็กนี่คิดจะเล่นกลอะไร
ยืดเยื้ออยู่ชั่วครู่ ในที่สุดฟู่สวินชวนก็เอนกายพิงเก้าอี้ล้อเลื่อน
เขาหลับตา เสียงราวกับบีบออกจากซอกฟัน “แค่ทีเดียว”
นักวางแผนทั้งสองอ้าปากค้าง
เสิ่นซุ่ยซุ่ยกระพริบตาปริบ ๆ ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าถี่ดั่งลูกเจี๊ยบ
“ได้เจ้าคะ ทีเดียวก็ทีเดียว!”
นางชูค้อนขึ้น หน้านมเด็กอวบ ๆ ยู่เข้าหากัน ดูเคร่งเครียด
“ท่านพ่ออย่ากลัว ซุ่ยซุ่ยจะเบามือนะเจ้าคะ”
ฟู่สวินชวนไม่ปริปาก เพียงหวังให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปเร็ว ๆ เขาจะได้ลากกายทั้งทุกข์กังวลและเจ็บป่วยนี้กลับไป นอนไม่หลับตลอดคืน
เสิ่นซุ่ยซุ่ยยื่นมือน้อยออกมา เทียบวัดคร่าว ๆ บนหัวเข่าของแม่ทัพ จากนั้นก็เคาะลงเบา ๆ
เด็กน้อยแรงน้อย ค้อนกระทบเสื้อผ้า ไม่น่าจะมีเสียงดังมากนัก
แต่ฟู่สวินชวนเหมือนมึนงง กลับได้ยินเสียงกังวานใส
“ดัง——”
ราวกับทะลุผ่านเสื้อผ้า เจาะผ่านชั้นเนื้อและโลหิต กระทบลงบนกระดูกของเขาโดยตรง
นับตั้งแต่เป็นหนุ่ม เทพสงครามเปิดเผยแววตาสับสนเป็นครั้งแรก
เขาเอ่ยถามช้า ๆ “หมิงเซี่ย เจ้าได้ยินไหม…”
ก้อนกรวดเล็ก ๆ ร่วงหล่นลงในวังน้ำลึก
“ได้ยินอะไร?” หมิงเซี่ยเผยสีหน้าสงสัยอย่างใหญ่หลวง
ฟู่สวินชวนชะงักไป เขารู้สึกถึงตำแหน่งใต้บั้นเอว อบอุ่นขึ้นวูบหนึ่ง
ความหนาวเย็นที่ฝังลึกถึงไขกระดูกนั้น ดูเหมือนจะละลายหายไป
ใช่แล้ว ลมในลานบ้านหยุดแล้ว
เสิ่นซุ่ยซุ่ยเก็บค้อนกลับ กอดขาของแม่ทัพ
เงยหน้าถาม “ท่านพ่อ ท่านพ่อ รู้สึกบ้างไหมเจ้าคะ!”