เสิ่นซุ่ยซุ่ยดิ้นเหมือนเต่าหงายท้อง แขนขาแกว่งไกวไปมา ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืนได้
ฮือ ท่านพ่อไม่รู้จักนาง โชคดีที่ซุ่ยซุ่ยมีหยกหินของท่านแม่ ท่านพ่อต้องจำได้แน่
นางปัดฝุ่นที่มือ ล้วงหยกหินออกมาจากเสื้อ แล้วเข้าไปใกล้อีกครั้ง
“ท่านพ่อ!”
ฟู่สวินชวนหมุนเก้าอี้ล้อถอยหลังหลายก้าว มองอีต้วนเล็กจอมดื้อนี่ด้วยสายตาเย็นชา
มีลูกหรือไม่ หรือว่าตัวเขาเองจะไม่รู้?
ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
ฟู่สวินชวนเอียงศีรษะ สายตาคมกริบมองไปที่ประตู ตรงนั้นมีเฉินตู้อี๋ที่ทำตัวไม่ถูกยืนอยู่
“นางมาจากไหน?”
เด็กขาวสะอาดขนาดนี้ มาหาท่านพ่อตัวคนเดียว?
คนในจวนกินแต่ข้าวเปล่าหรือไร หรือว่าห้าปีนี้อยู่สุขสบายเกินไป ลืมความโหดร้ายในสนามรบไปแล้ว
ใจของเฉินตู้อี๋กระตุกวาบ ยับเยินแล้ว ท่านแม่ทัพกำลังจะโกรธ
ปีนั้นตอนเก็บกวาดสนามรบ ตาของเขาก็ถูกเด็กโง่เขลาที่ข้าศึกทิ้งไว้ควักจนบอด
โชคดีที่ครานั้นท่านแม่ทัพช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นดาบที่ควักตาของเขาคงเชือดคอเขาในอีกอึดใจถัดมา
ตอนนี้ชีวิตอยู่ดีกินดี กลับหายเจ็บแล้วลืมความปวด
เขารู้สึกผิดเล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้าคิดจะจับอีต้วนเล็กออกไป
เสิ่นซุ่ยซุ่ยกำหยกหินในมือแน่น พยายามยื่นเข้าไปตรงหน้าท่านแม่ทัพ
“ท่านพ่อดูนี่”
อีต้วนเล็กยกค้อนด้วยมือซ้าย กำหมัดขวาวิ่งตุ้ยนุ้ยมา
ในกำปั้นยังมีอะไรบางอย่างยู่ เผยให้เห็นสีขาวนวลแวบหนึ่ง
นี่อะไร? อาวุธลับทำจากหยก?
ฟู่สวินชวนกดเกาทัณฑ์แขนเสื้อไว้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า หากมีอะไรผิดปกติ เขาจะลงมือโดยไม่ปรานี
แต่ตอนนั้นอีต้วนเล็กวิ่งไป สะดุดก้อนหินบนพื้น ล้มไปข้างหน้า
ครานี้เก้าอี้ล้อไม่ได้หลบ
เสิ่นซุ่ยซุ่ยจึงพุ่งเข้าใส่ขาที่ไร้ความรู้สึกของฟู่สวินชวนเต็มแรง
ฟู่สวินชวนหลุบตาลง รอการเคลื่อนไหวต่อไปของนาง จะร้องไห้ จะอาละวาด จะเอาค้อนนั่นทุบขาพิการของเขา หรือ…
อยู่ดีๆ จะใช้ลอบสังหารเขาหรือไม่?
ฟู่สวินชวนรออยู่ครู่หนึ่ง อีต้วนเล็กนี้ยังคงซบหน้าบนขาของเขา ไม่เคลื่อนไหว เหมือนกับลูกเจี๊ยบที่มึนงงเพราะหกล้ม
สลบไปแล้วหรือนี่?
เสิ่นซุ่ยซุ่ยถูกผลักออก ทรุดลงกับพื้นตามต้นขาท่านแม่ทัพ น้ำตาร่วงพรูเป็นสาย เมื่อกี้กระแทกหน้าอก หายใจไม่ออก
นางอยากบอกว่า ท่านพ่อ ซุ่ยซุ่ยเจ็บ
ปากอ้า แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
ฟู่สวินชวนเข้าจวนไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว
“ตัวแค่นี้ก็ออกมาเป็นไส้ศึก ไสหัวไป”
ประตูใหญ่ถูกปิดลงอย่างไร้ปรานี
เสิ่นซุ่ยซุ่ยยอบตัวอยู่หน้าประตู สุนัขน้อยสีขาวเลียหน้าของนางอย่างร้อนใจ นางลูบอก หายใจเป็นพักๆ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะค่อยยังชั่ว
“ท่านพ่องั่งเง่า ท่านพ่อฟักขมลูกใหญ่”
อีต้วนเล็กยิ่งพูดยิ่งห่อเหี่ยว “ลูกต้อยตีว้ายน้อยมาตามหาฟักขมลูกใหญ่ ฟักขมลูกใหญ่ไม่ยอมเปิดประตู ยังผลักลูกต้อยตีว้ายน้อยอีก”
“ไม่มีซุ่ยซุ่ยเอาไม้ค้อนซ่อมขา ก็ต้องเดินไม่ได้ไปชั่วชีวิต”
ท้องฟ้ามืดสนิท สายลมเย็นพัดผ่าน แสงเทียนในโคมใหญ่หน้าประตูวูบไหว เงาก็กระโดดตาม
เสิ่นซุ่ยซุ่ยกอดสุนัขน้อยแน่น แต่ก็ยังพลาดสูดลมเข้าไป “แค่กๆ…”
ประตูเปิดออก เสิ่นซุ่ยซุ่ยหันไปตามเสียง เป็นท่านพ่อมารับตนเองกลับไปหรือ?
ผ้าห่มผืนหนึ่งลอยมาคลุมหัว นางดึงออกดู อาตาผู้เฝ้าประตู
เขาเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ ถอนหายใจทีหนึ่ง แล้วกลับเข้าไป
แต่ประตูยังคงแง้มช่องไว้ตลอด
จวนแม่ทัพ ห้องตำรา
ฟู่สวินชวนคลึงม้วนตำรา หว่างคิ้วขมวดเล็กน้อย หน้ากระดาษนั้นไม่ถูกพลิกเลยเป็นเวลานาน
หมิงเซี่ยแทบขาดใจ เลือดเย็น ไร้หัวใจ แม้แต่ลูกของตนยังไม่ยอมรับ
แล้วจะรับใคร? โอ้ ก็ไอ้จอมมารน้อยพันลึกนั่นแหละ
แต่นางก็ไม่กล้าพูด ทำได้เพียงเก็บกดอัดอั้น
เอกสารในมือนั่นจัดแล้วจัดอีก มุมชนมุมให้ตรง เรียบร้อย สุดท้ายก็วางดังสนั่นลงบนโต๊ะตำรา
“ออกไป” ฟู่สวินชวนนวดคลึงหว่างคิ้ว
หมิงเซี่ยกำนิ้วแน่น เกือบขยำกระดาษย่น
“เจ้าทำให้ข้าลูกกะตาลาย”
หมิงเซี่ยโกรธแต่ไม่กล้าปริปาก ได้แต่ย่นยู่แล้วออกไป
มือเพิ่งแตะบานประตู จู่ๆ ก็ได้ยินท่านแม่ทัพเอ่ยออกมา น้ำเสียงราวกับไม่ตั้งใจ
“นางยังอยู่ข้างนอกหรือไม่?”
“อยู่เพคะ!” หมิงเซี่ยตอบทันควัน
รู้ว่าตนเองตื่นเต้นเกินไป หมิงเซี่ยจึงเริ่มแก้ตัวอย่างลวกๆ
“ข้างนอกจวนมีลมแล้ว ท่านแม่ทัพหากว่างก็ออกไปชมจันทราสักหน่อยเถิด”
อ้า ไม่ถูกๆ มีลมแล้ว ขาทั้งคู่ของท่านแม่ทัพไร้ความรู้สึก แต่ช่วงเอวจะปวดตื้อและเมื่อยขัด ไหนเลยจะมีอารมณ์ชมจันทร์?
หมิงเซี่ยตีปากตนเองด้วยความเสียใจ ไม่กล้าพูดต่อ รีบเผ่นแน่บ
ประตูถูกปิดอย่างเงียบเชียบ
ฟู่สวินชวนวางม้วนตำรา หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
เรื่องนี้บังเอิญเกินไปแล้ว
เขาเพิ่งกลับมาจากค่ายกล ศัตราต้องการชิงสิทธิทหารของเขา คนใต้บังคับบัญชาเริ่มอยู่ไม่สุข แม้แต่โจวหวยที่ติดตามเขามาสิบปียามนี้ก็ลับๆ ล่อๆ
บังเอิญที่ในเวลานี้ มีเด็กคนหนึ่งปรากฏขึ้น ต้องการให้เขาเป็นบิดา
ฟู่สวินชวนลืมตา ดวงตาสว่างกระจ่าง
นี่เป็นกับดักหรือ?
มีคนวางแผนนี้ เด็กคือหมากตัวหนึ่ง
มือของฟู่สวินชวนวางบนที่เท้าแขนเก้าอี้ล้อ ข้อนิ้วกำจนขาวซีด
เขาหมุนเก้าอี้ล้อ ออกจากลานบ้าน มุ่งสู่ประตูจวน
ประตูไม้หนาทึบเปิดออก ก็เห็นเด็กตัวน้อยนั้นขดเป็นก้อนกลม ซุกหัวนอนอยู่ที่มุมกำแพง
ข้างนอกลมหนาวพัดเป็นระลอก พอเข้าไปใกล้ กลิ่นอบอุ่นตุ๊บป่องอย่างลูกเจี๊ยบลูกหมาพัดเข้าจมูก
ฟู่สวินชวน: …
“อุ้มนางเข้ามา”
ทหารองครักษ์เดินเข้าไป มือก็จับไปที่ปกเสื้อด้านหลังของเสิ่นซุ่ยซุ่ย เหมือนกับจับลูกเจี๊ยบ หยาบคายนัก
ด้านหลังพลันมีเสียงถามของท่านแม่ทัพมา “เจ้าอุ้มเด็กไม่เป็นหรือ?”
ทหารองครักษ์ชะงัก ยืนอยู่ตรงนั้นมือไม้เกะกะ หน้าดำๆ แดงก่ำ
“ข้าไม่เป็นจ้า ในบ้านข้ามีแค่ข้าคนเดียว”
ฟู่สวินชวนกวาดตามอง ทหารองครักษ์ก็ก้าวหลบไปข้างๆ เงียบๆ
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อ โน้มตัวลง
แสงเทียนสีส้มเหลืองส่องบนใบหน้าขาวนวลของเสิ่นซุ่ยซุ่ย
ฟู่สวินชวนยกมือขวาขึ้น ขีดอยู่ในอากาศบนแก้มป่องกลมของเด็กน้อย
มุมนี้ คล้ายกับ…
เขาส่ายศีรษะ ไม่กล้าคิดให้ละเอียด
มือเพิ่งแตะผ้าห่ม สุนัขขาวน้อยในอกของเสิ่นซุ่ยซุ่ยก็ตื่น ร้อง “แก๊บแก๊บ” ใส่เขาสองที แล้วก็หลับต่อ
ฟู่สวินชวนมองมันอย่างไร้อารมณ์
หมาที่ร้องได้อัปลักษณ์นัก
เขายื่นมือทั้งสองข้างออก อุ้มเสิ่นซุ่ยซุ่ยขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
สัมผัสในมือนุ่มอบอุ่น หัวใจที่เดิมเย็นชาแข็งกร้าวและเงียบเชียบของฟู่สวินชวน เหมือนมีขนนกกวาดเบาๆ จั๊กจี้เล็กน้อย
เขาไม่กล้าออกแรงเลย กลัวว่าจะเผลอทำเด็กตาย
กระทั่งเขาวางเสิ่นซุ่ยซุ่ยทั้งคนทั้งหมาทั้งผ้าห่มไว้บนตักแล้ว ฟู่สวินชวนจึงค่อยๆ เริ่มหายใจ
ล้อเก้าอี้บดผ่านทางปูหิน เกิดเสียงทึบๆ
ศีรษะน้อยๆ ของเสิ่นซุ่ยซุ่ยเอียงพิงอกของเขา หายใจสม่ำเสมอ มุมปากยังมีเศษขนมติดอยู่
สุนัขขาวน้อยซุกตัวในอกนาง หางม้วนเป็นวงกลม บางครั้งก็กระตุก
ฟู่สวินชวนเข็นล้อช้าๆ เข้าไปในลานบ้าน ใกล้ถึงห้องตำรา ตามระเบียงเดินมีคนสองคนเดินเร็วมา เป็นที่ปรึกษา
ก็เห็นนิ้วเรียวยาวทรงพลังขยับ ห่อตัวอีต้วนเล็กในอกไว้แน่นหนารอบด้าน ยังอุตส่าห์เผยช่องว่างให้เด็กหายใจ
ฟู่สวินชวนเมื่อทำทุกอย่างนี้แล้วก็ตะลึง เหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้?
ยังไม่ทันได้คิดมาก ที่ปรึกษาทั้งสองก็เข้ามาคำนับ “คารวะ ท่านแม่ทัพ”
ฟู่สวินชวนเงยหน้าขึ้น “หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ก็พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
ที่ปรึกษาจงม่ายพูดตะกุกตะกักว่า: “เรียนท่านแม่ทัพ มีเรื่องสำคัญ”
“ว่าไป”
จงม่ายลดเสียงลง เหงื่อซึมที่มุมหน้าผาก
“ข่าวมาจากในวัง สำนักตรวจการจะร่วมลงนามถวายฎีกา กล่าวว่าท่าน…ขาพิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ฝ่าบาทเรียกคืนตราทหาร”
ฟู่สวินชวนไม่พูด เขาวางมือบนที่เท้าแขนเก้าอี้ล้อ อีกมือประคองคนน้อยนุ่มในอกไว้อย่างมั่นคง
“รายชื่อร่างแล้ว”
ที่ปรึกษาอีกคนหวังเต๋อเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด เสียงตึง “คนที่นำคือเจ้ากรมกลาโหม ผู้ร่วมลงนามมีเจ็ดแปดคน รองแม่ทัพโจว…ก็ร่วมด้วย”
แสงจันทร์เย็นเยียบส่องบนใบหน้าของฟู่สวินชวน สลับสว่างและเงามืด
“ท่านแม่ทัพ! เราจะนั่งรอความตายมิได้ ขอเพียงเสนาบดีเฒ่าเหล่านั้นรู้ว่าท่านยังบัญชาการและออกรบได้ พวกเขาก็ไม่สามารถกล่าวว่าท่านคือ…”
รอบข้างพลันเงียบสงัด แม้แต่แมลงกบก็ไม่ร้อง
สายตาของที่ปรึกษาล้วนหยุดอยู่ที่ขาของฟู่สวินชวนอย่างมีนัยยะ
ผ้าห่มผืนนั้นคลุมไว้แน่นหนา ข้างล่างคือขาที่พิการมายาวนานห้าปี
เพียงแต่วันนี้ประหลาดนัก ทำไมผ้าห่มถึงนูนปูดออกมา
“ไร้ค่าหรือ?”
ฟู่สวินชวนหัวเราะเย็น
“พวกเขาว่าข้าเป็นคนไร้ค่า”
ที่ปรึกษาทั้งหลายรีบหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าต่อความ
ในตอนนั้นเอง ผ้าห่มในอกของท่านแม่ทัพก็เคลื่อนไหว
มือน้อยๆ ยื่นออกมา ดึงผ้าห่มด้วยความไม่ถนัด เผลอตบไปหลายทีบนใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังโกรธเกรี้ยวของท่านแม่ทัพ
ที่ปรึกษาทั้งหมดสูดหายใจเข้าอึกใหญ่