“พ่อบ้านจาง พวกธัญพืชเหล่านี้ รวมถึงเมล็ดพันธุ์สำหรับฤดูใบไม้ผลิหน้าด้วย ท่านเอาไปทั้งหมดไม่ได้หรอกนะ!!”
ภายในกระท่อมมุงจากหลังหนึ่ง เด็กหนุ่มร่างผอมบางคนหนึ่งยึดกระสอบผ้าไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
“พูดมากนักรึ เอ็งทำนาของตระกูลหยาง ก็ต้องส่งธัญญาหาร เป็นเรื่องชอบธรรมตามครรลอง! เอ็งไม่มีพันธุ์ข้าวฤดูใบไม้ผลิแล้วมันเรื่องของข้าหรือไร!” พ่อบ้านจางผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยก้อนไขมัน ดวงตาเบิกกว้างราวกระดิ่งทองแดง พลันเตะเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง
เขามีรูปร่างใหญ่โตบึกบึน ทั้งยังฝึกยุทธ์เป็นประจำ เท้านี้จึงมีพลังมหาศาล เตะจนเด็กหนุ่มชุ่มปากชุ่มคอไปด้วยเลือด กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบถึงได้หยุด
พ่อบ้านจางมองอย่างเย็นชาก่อนจะแบกธัญพืชที่เพิ่งปล้นมาไว้บนบ่าอย่างไม่ยี่หระ แล้วเดินจากไปพลางฮัมเพลงเบา ๆ
“สิบแปดสัมผัสเอยสิบแปดสัมผัส ลูบคลำเสี่ยวเถาแล้วต่อด้วยเสี่ยวซิ่ง~”
เด็กหนุ่มที่คลานขึ้นมาอย่างสกปรกมองดูแผ่นหลังของอีกฝ่าย ร่างกายบอบบางสั่นเทาเล็กน้อย
ดวงตาคู่หนึ่งเปี่ยมไปด้วยความโกรธจนแดงฉาน จ้องเขม็งไปยังก้อนหินตรงมุมห้อง
“ฟึบ”
สายลมเดือนสิบเอ็ดพัดประตูไม้ ไม้เก่าโทรมโคลงเคลงไปสองสามที ต่อจากนั้น ฝีเท้าของพ่อบ้านจางก็ดูเหมือนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
เวลาประหนึ่งหยุดนิ่ง จนกระทั่งผ่านไปอีกครู่ เสียงฝีเท้านั้นจึงกลับมาดังอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ห่างหายไป
เด็กหนุ่มในบ้านโยนก้อนอิฐในมือทิ้งอย่างหมดแรง สุดท้ายก็ยังไม่กล้าลงมือ
การขาดสารอาหารเรื้อรังทำให้เรือนร่างของเขาซูบผอมอ่อนแอ ไม่มีทางสู้คนผู้นั้นได้เลย หากลงมือเกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายทุบตีจนตายคาที่เป็นแน่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าพยายามเต็มที่แล้ว” เด็กหนุ่มขยับริมฝีปากซีดเซียวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งที่มุมกำแพง
เขามีนามว่าจี้ตี๋ บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเหวินเหอ ประกอบอาชีพทำนา
ไม่นานหลังจากลืมตาดูโลก บิดาผู้ป่วยโรคร้ายก็สิ้นลม ทิ้งให้มารดาเลี้ยงดูเขาตามลำพังจนอายุห้าขวบ
แต่แล้วมารดาก็ดันมาติดไข้หวัด เสียชีวิตจากเขาไปเมื่ออายุห้าขวบเช่นกัน…
นับแต่นั้นทั้งบ้านจึงเหลือเพียงเขาแต่ผู้เดียว……
คุณชายหยางผู้มั่งคั่งในละแวกใกล้เคียงเห็นว่าเด็กคนนี้รังแกง่าย จึงถือโอกาสซ้ำเติม ด้วยราคาถูกแสนถูกบังคับซื้อที่นาเล็ก ๆ ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของบ้านไป
แล้วจากนั้นก็ปล่อยเช่าคืนให้เขาพร้อมกับเรียกเก็บผลประโยชน์รายปี
หลายปีมานี้ ค่าเช่านาสูงขึ้นทุกปี ถึงตอนนี้ เขาต้องยกธัญพืชทั้งหมดถึงจะพอจ่ายค่าเช่า
นี่เป็นการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าต้องการตัดทางรอดของเขา…
เขาเหนื่อยใจเต็มทีแล้ว ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะทำอย่างไร อาจจะอดตาย เพราะตอนนี้ก็ไม่มีธัญพืชเหลือแล้ว
แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของมารดาก่อนสิ้นใจที่จับมือของเขาไว้แน่น ด้วยลมหายใจรวยรินพร่ำบอกให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปดี ๆ จี้ตี๋ก็กลับประคองกายที่โซเซขึ้นมายืนอีกรอบ
“ท่านแม่เคยกล่าวไว้ คนเราขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็ย่อมมีความหวัง จี้ตี๋ เจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไป……”
ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร
อาจเป็นเพราะในส่วนลึกของหัวใจ มีความคับแค้นและไม่ยินยอมต่อพวกคนรวยที่ไร้คุณธรรมเหล่านั้น ที่คอยค้ำจุนให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป!
เขาอยากจะสังหารพวกสารเลวที่รังแกเขานี่เหลือเกิน!
แต่ตระกูลหยางเลี้ยงดูผู้ฝึกยุทธ์ไว้มากมาย ได้ข่าวว่ายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญเซียนอีกด้วย หาใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีผู้ขาดสารอาหารอย่างเขาจะจัดการได้
จี้ตี๋ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก แต่กลับทำให้ใบหน้ายิ่งเปื้อนคราบโลหิต
ท้องไส้ก็ตอนนี้ก็ร้องประท้วงด้วยความหิว
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ บ้านว่างเปล่าหมดแล้ว ไม่มีข้าวของมีค่าสิ่งใด
แม้แต่เครื่องเรือนอย่างโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ก็เอาไปแลกเงินจนหมดสิ้นตลอดหลายปีมานี้ นับได้ว่าบ้านช่องว่างเปล่ามีเพียงผนังสี่ด้าน
ทันใดนั้น เสียงร่าเริงใสดังมาจากหน้าประตู
“พี่ชายจี้ วันนี้ยุ่งหรือไม่ พาหนูไปจับปูได้ไหม?”
จี้ตี๋หันไปมองตามเสียง สายตาหยุดที่เด็กหญิงวัยเจ็ดแปดขวบซึ่งสวมรองเท้าฟางคนหนึ่ง
เด็กหญิงคนนี้ชื่อเต็มว่าหลี่ผิงผิง อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเขา
เพราะมีครั้งหนึ่งที่เห็นเขาจับปูตัวใหญ่ได้ จึงเกิดความเลื่อมใส ชอบเดินตามหลังเขา
ในยามว่างเว้นจากการทำนา จี้ตี๋มักจะพานางไปจับปูในลำธารนอกหมู่บ้าน
แต่ตอนนี้เขายังต้องกลุ้มใจว่าจะเอาชีวิตรอดไปอย่างไร จะมีจิตใจว่างทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร จึงหันหลังให้นาง
“ไม่มีเวลา”
“อ้อ……” ผิงผิงยืนอยู่หน้าประตู ไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาหาเขาดังเช่นวันก่อน ๆ แล้วหมุนตัววิ่งจากไป
จี้ตี๋ส่ายหน้าและไม่ได้สนใจต่อ สายตาตกลงอยู่ที่มุมห้อง
ที่นั่นมีเตาหลอมที่ถูกทำคว่ำวางอยู่ มีหูสองข้าง ขนาดพอ ๆ กับหม้อหุงข้าว
นี่คือสิ่งของชิ้นเดียวในบ้านที่อาจจะพอมีราคาอยู่บ้าง ได้ข่าวว่าคนรุ่นปู่ของจี้ตี๋ขุดมันขึ้นมาจากดิน
ดูภายนอกมีสีดำปี๋ อาจเป็นเครื่องทองสัมฤทธิ์ ปกติแล้วใช้ใส่ข้าวสาร แต่ตอนนี้ใกล้ตายอยู่รอมร่อ จี้ตี๋ก็จนปัญญาต้องก้าวไปอย่างโซซัดโซเซ ตั้งใจจะเอาเตาไปขายที่อำเภอเพื่อแลกเงินสักหน่อย
ใครจะรู้ เพียงเขายกเตาหลอมขึ้นจากพื้นด้วยมือที่เปื้อนเลือด แสงสว่างก็พลันเปล่งประกายวาบออกมาจากเตาหลอมสีดำนั้น
แล้วต่อจากนั้นก็เห็นโลหิตบนพื้นผิวเตาหลอมเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาเตาหลอมในมือก็กลายร่างเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปในร่างกายของจี้ตี๋
นี่มันเรื่องอะไร ตาฝาดไปหรือ?
จี้ตี๋งุนงง ขยี้ตาแล้วยืนยันว่ามือทั้งสองข้างของเขาว่างเปล่า เตาหลอมสีดำอันนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยจริง ๆ
“เตาหลอมของข้าอยู่ไหน?”
ราวกับรับรู้ถึงการเรียกของเขา เตาหลอมทองสัมฤทธิ์ก็ปรากฏขึ้นในมือเขาอีกครั้ง
จี้ตี๋ยิ่งงุนงงเมื่อมองดูภาพที่อยู่เหนือความเข้าใจนี้ จากนั้นดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงลองเอ่ยปาก
“เก็บ!”
สิ้นเสียง เตาหลอมทองสัมฤทธิ์ก็หายวับไปจากมือในทันใด
“ออกมา” จี้ตี๋ร้องสั่งอีกครั้ง
เป็นไปอย่างที่คิด เตาหลอมทองสัมฤทธิ์ก็ปรากฏขึ้นในมืออีกครา
“นี่หรือคืออาวุธวิเศษของเซียน?”
เมื่อเห็นภาพอัศจรรย์นี้ จี้ตี๋ก็รีบกอดเตาหลอมไว้แนบอกในบัดดล ไม่มีความคิดที่จะเอาไปขายแลกเงินอีกต่อไป ตั้งใจจะศึกษาให้ดีว่าผลของเตาหลอมนี้คืออะไร
อาจมีโอกาสให้เขาพลิกชะตาก็ได้นะ!
ขณะนั้น เสียงฝีเท้า ‘ตึกตึก’ ดังมาจากนอกบ้าน
“พี่ชายบ้านตระกูลจี้ สิ่งนี้ให้นะ… ท่านเอาไปขายที่ร้านสมุนไพรในอำเภอ น่าจะแลกเงินได้สองสามอีแปะ อีกอย่าง นี้คือแป้งนึ่ง ข้าให้ท่านกิน…” เด็กหญิงที่วิ่งจากไปเมื่อครู่รีบวิ่งกลับมา พร้อมกับแบมือขาวนวลของน้อยยื่นให้
นางวางโสมป่าขนาดเท่านิ้วมือหนึ่งแท่งกับขนมแป้งนึ่งชิ้นหนึ่งไว้ในเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ที่เขาถืออยู่
จี้ตี๋นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองดูขนมแป้งนึ่งที่ยังส่งกลิ่นหอมกับโสมป่าแท่งนั้น จู่ ๆ น้ำเสียงก็แหบพร่า
“ผิงผิง ข้าไม่สามารถ……กับของพวกนี้”
แต่ยังไม่ทันให้เขาพูดจบ เด็กหญิงก็วิ่งผละไปด้วยรอยยิ้มสดใส
“พี่ชายตระกูลจี้ ในใจของผิงผิง พี่ช่างเก่งกาจที่สุดตลอดกาล แม้กระทั่งปูตัวยักษ์ก็ยังจับได้ พี่ต้องเข้มแข็งนะ ชีวิตจะต้องดีขึ้นแน่นอน…”
ได้ยินเสียงที่ซื่อบริสุทธิ์นั้น จี้ตี๋สูดจมูก นัยน์ตาคลอด้วยหมอกน้ำ
เขากำพร้าทั้งพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก เพียงแค่อายุน้อยกลับเข้าใจดีถึงมิตรของมนุษย์ รับรู้ถึงความอบอุ่นและความหนาวเย็นของโลกมนุษย์ รู้ว่าโลกนี้เพิ่มบุปผาบนผืนผ้านั้นง่าย แต่ถ่านกลางหิมะนั้นช่างยากเย็นนัก
ยามนี้ในช่วงตกต่ำที่สุดของชีวิต มีคนหนึ่งที่เป็นห่วงเขา ความรู้สึกนั้นเกินกว่าที่จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้……
ทันใดนั้น เตาหลอมทองสัมฤทธิ์ในมือก็เปล่งแสงสีฟ้าครามวาบหนึ่ง โสมป่าที่เมื่อครู่มีขนาดเพียงเท่านิ้ว นอกจากจะขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าแล้ว ยังมีแสงรัศมีล้ำค่าลอยคลุ้งอยู่เบื้องหลัง เนื้อโสมที่เดิมแห้งเหี่ยวก็ดูเหมือนจะอวบอิ่มขึ้นอีก มีสิ่งที่คล้ายรากฝอยงอกออกมาต้นหนึ่ง แตกต่างจากโสมเมื่อก่อนราวฟ้ากับดิน
“นี่มันอะไรกัน โสมของข้า กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง……” ภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวนี้ ทำให้จี้ตี๋เต็มไปด้วยความตกตะลึงจนพูดติดอ่าง
ราคาโสมนั้นเพิ่มขึ้นตามจำนวนปี ปกติแล้ว โสมที่มีอายุนานยิ่งสูงก็ยิ่งอวบอิ่ม มูลค่าก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
โสมแท่งก่อนหน้านั้นมีอายุเพียงไม่กี่ปี เหี่ยวแห้ง ราวกับขาดสารอาหาร คงขายได้สองสามอีแปะ
แต่ตอนนี้โสมที่อยู่ตรงหน้านี้ แค่ได้กลิ่นก็สัมผัสถึงความหอมสะอาดจรดปลายจมูก ซาบซ่านเข้าสู่จิตใจ ตัวเขายังไม่เคยพบเห็นมาก่อน เกรงว่าแม้แต่โสมอายุสิบปีก็ไม่ถึงครึ่งของมัน! ต้องมีค่ามากแน่นอน!
มีมันแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลปัญหาอดตายอีก!
แต่ทำไมจู่ ๆ มันถึงเปลี่ยนไปได้เล่า……
สายตาของจี้ตี๋เลื่อนไปมองเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ในอ้อมอกช้า ๆ แล้วรีบไปปิดประตู กลับมาศึกษาเตาหลอมทองสัมฤทธิ์นั้น
ก่อนหน้านั้นเขาก็รู้สึกว่าเตาหลอมนี้มีแววจะเป็นอาวุธวิเศษของเซียนอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่
เพราะว่าโสมป่าแท่งนี้มันถูกวางไว้ในเตาหลอมทองสัมฤทธิ์ถึงได้เปลี่ยนแปลงไปในพริบตา!!
“หรือว่าเตาหลอมทองสัมฤทธิ์นี้จะสามารถยกระดับคุณภาพสมุนไพรได้?”
เมื่อคิดถึงข้อสันนิษฐานของตน จี้ตี๋ก็วางโสมป่ากลับเข้าไปในเตาหลอมอีกครั้ง จ้องเขม็งจนกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดใดไป
แต่ครั้งนี้จนกระทั่งดวงตาเริ่มเมื่อยล้า เตาหลอมก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดเลย
“นี่หมายความว่าสมุนไพรแต่ละชนิดยกระดับได้ครั้งเดียว หรือโดยรวมแล้วยกระดับได้แค่ครั้งเดียว? หากเป็นอย่างหลัง งั้นก็……”
จี้ตี๋กินขนมแป้งนึ่งที่ผิงผิงให้เมื่อครู่ลงไปจนหมด รองท้องพอประทังหิวไปก่อน แล้วตรึกตรองต่ออีกครู่หนึ่ง กะว่าจะไปขายโสมป่านี่ที่อำเภอดู
ก่อนออกเดินทาง เขาล้างหน้าชำระคราบเลือดออก
จากนั้นเพียงแค่คิด เตาหลอมก็ถูกเก็บเข้าไปในร่าง ถึงตอนนั้นค่อยเก็บโสมป่าไว้ในอก เดินทางออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังอำเภอที่อยู่ห่างไปหลายลี้