“หลิน... หลินลั่ว”
เสียงของซูอวี่โหรวดึงเขาออกจากห้วงความคิด เธอพยายามทำตัวให้ดูสงบนิ่ง แต่เสียงท้ายประโยคที่สั่นเครือกลับทรยศความรู้สึก
“ฉัน... ฉันชอบนาย นายให้โอกาสฉันได้ไหม?”
“อย่า... อย่าล้อเล่นสิ อวี่โหรว!”
หลินลั่วแทบสำลักน้ำลายตัวเอง “ฉันเพิ่งหย่ากับพี่สาวเธอได้ไม่ถึงเดือนเลยนะ!”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น”
ซูอวี่โหรวเงยหน้าขึ้น แม้แววตาจะยังเต็มไปด้วยความเขินอาย แต่ก็แฝงความมุ่งมั่นที่หาได้ยาก
“ฉัน... ฉันรอให้คุณหย่าก่อนถึงค่อยบอกนี่นา หรือว่าตอนนี้คุณมีแฟนแล้ว?”
“ฉันเพิ่งหย่ากับพี่สาวเธอได้เดือนเดียว จะไปเริ่มคบคนใหม่ต่อทันทีได้ยังไง ตอนนี้ยังโสดอยู่”
หลินลั่วกดขมับ รู้สึกว่ามันเริ่มเต้นตุบ ๆ อีกแล้ว
“อีกอย่าง อวี่โหรว ฉันอายุ 27 แล้ว ส่วนเธอเพิ่ง 24 เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เราห่างกันตั้ง 3 ปี”
“ห่างกัน 3 ปีแล้วทำไมล่ะ คุณกับพี่สาวฉันก็ห่างกัน 3 ปีไม่ใช่เหรอ แถมเรายังเป็นฝาแฝดกันด้วย”
ซูอวี่โหรวเถียงเสียงเบา นิ้วมือบิดพันกันแน่นกว่าเดิม
“ยังไงฉันก็ชอบคุณ ก่อนที่คุณจะหย่ากับพี่สาว ฉันก็ชอบคุณแล้ว”
“หา?”
หลินลั่วอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้าง
ตอนคบกับซูอี๋อวิ๋น หลินลั่วดูแลซูอวี่โหรว น้องสาวของอดีตภรรยาเป็นอย่างดีจริง ๆ
ซูอวี่โหรวเป็นคนเก็บตัวและเข้าสังคมไม่เก่ง ตอนเรียนก็รับวาดรูปทางออนไลน์อยู่เสมอ จนถูกพ่อแม่บ่นเรื่องเอาแต่ทำอะไรไร้สาระอยู่ไม่น้อย
แต่หลินลั่วคิดว่าเธอหาเงินจากฝีมือตัวเองได้ก็เก่งมากแล้ว เขายังเคยพูดแทนเธอต่อหน้าพ่อตาแม่ยายอยู่หลายครั้ง
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าความเอาใจใส่นั้นจะทำให้น้องสาวของอดีตภรรยาแอบหวั่นไหวกับเขา
“หลินลั่ว คุณ... คุณมองฉันยังไง?”
ซูอวี่โหรวเงยหน้ามองเขาอย่างคาดหวังระคนประหม่า “คุณชอบฉันไหม?”
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่ซูอวี่โหรวพูด ช่วงบนของร่างกายเธอเหมือนจะเอนเข้าหาเขาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ใต้เสื้อไหมพรมเนื้อนุ่มนั้น ส่วนโค้งเว้าอวบอิ่มขยับไหวเบา ๆ ตามการเคลื่อนไหว จนหลินลั่วรู้สึกคอแห้งผาก
“ถอยไปพูดให้ไกลที่สุด ต่อให้ฉันชอบเธอจริง ๆ แล้วพาเธอกลับบ้านไปเจอพ่อแม่ พวกเขาจะคิดยังไง?”
หลินลั่วรีบเบือนสายตา ตั้งสติ แล้วพยายามดึงบทสนทนากลับสู่ความเป็นจริง
“อีกอย่าง เธอก็รู้จักนิสัยพี่สาวตัวเองใช่ไหม? เพิ่งหย่ากันได้เดือนเดียว ฉันก็พาน้องสาวเธอไปเจอพ่อแม่แล้ว ถ้าพี่เธอรู้เข้า ไม่บีบคอฉันจนเล็กเท่าตะเกียบเลยเหรอ?”
“คุณหย่ากับพี่สาวฉันแล้ว จะคบกับใครก็เป็นเรื่องปกติ”
ซูอวี่โหรวขึ้นเสียงเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจัง
“อีกอย่าง พ่อแม่ฉันชอบคุณมากนะ ก่อนหน้านี้พี่ทำกับคุณแบบนั้น พวกท่านยังแอบด่าพี่เลยว่าไม่รู้จักโต ถ้าคุณคบกับฉัน พวกท่านต้องไม่คัดค้านแน่ แค่ไม่ต้องไปสนใจพี่ก็พอ ยังไงเราก็ไม่ต้องอยู่บ้านเดียวกับพี่อยู่แล้ว”
หลินลั่วถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ซูอี๋อวิ๋นเคยเล่าเรื่องในอดีตของพี่น้องสองคนให้ฟังเป็นครั้งคราว
เพราะเป็นพี่สาว ซูอี๋อวิ๋นจึงถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องยอมให้น้องและคอยดูแลน้อง
ส่วนซูอวี่โหรวที่นิสัยอ่อนโยนกว่าและอ้อนเก่งกว่า ก็ได้รับความรักจากพ่อแม่มากกว่าไปโดยปริยาย
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ซูอี๋อวิ๋นก็สะสมความขุ่นเคืองไว้ไม่น้อย พาลให้เธอมักเผลอรู้สึกแข่งขันและเว้นระยะห่างกับน้องสาวอยู่เสมอ
แม้เวลาจะผ่านไปสิบกว่าปีและทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความสัมพันธ์ของพี่น้องก็ยังไม่สนิทไม่ห่าง ต่อให้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่
แต่พ่อตาแม่ยายดีกับหลินลั่วมาก เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
ในบ้านขนาด 120 ตารางเมตรหลังนั้น มีเงินกว่าหนึ่งแสนหยวนที่พ่อแม่ของสองพี่น้องช่วยออกให้
แม้หลินลั่วจะหย่ากับซูอี๋อวิ๋นแล้ว คนทั้งคู่ก็ไม่ได้แตกหักกับเขาและทวงเงินคืนจากหลินลั่ว แถมยังส่งข้อความมาทางวีแชตเป็นครั้งคราว ชวนเขาไปกินข้าวที่บ้าน พยายามทำให้เขากับซูอี๋อวิ๋นกลับมาคืนดีกัน
เพลงคลอเบา ๆ ลอยอยู่ในร้านกาแฟ แสงแดดส่องผ่านกระจกหน้าต่างลงบนตัวซูอวี่โหรว ฉาบร่างเธอด้วยแสงนวลตา
เมื่อมองใบหน้าที่เหมือนซูอี๋อวิ๋นทุกกระเบียดนิ้ว แต่ดูอ่อนโยนกว่ากันไม่รู้กี่เท่า แล้วเห็นความชื่นชมและประหม่าในแววตาที่เธอไม่คิดปิดบัง
หัวใจของหลินลั่วก็พลันเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่รักดี
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของหลินลั่วก็สั่นครืดคราด หน้าจอปรากฏชื่อ “เหล่าจาง” เพื่อนตกปลา
เขารีบกดรับราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ “ฮัลโหล เหล่าจาง?”
“พี่หลิน ถึงไหนแล้ว? ฉันเตรียมเหยื่อไว้ให้แล้ว วันนี้ปลากินดีนะ!”
เสียงดังลั่นของเหล่าจางดังออกมาจากลำโพง
หลินลั่วมองซูอวี่โหรวที่กำลังมองเขาอย่างระมัดระวัง แล้วกระแอมเบา ๆ “เอ่อ พอดีฉันติดธุระนิดหน่อย เลยช้าไปหน่อย นายตกไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันตามไป”
“ได้เลย! รีบมานะ ไม่งั้นที่ดี ๆ จะโดนจับจองหมด!”
หลังวางสาย หลินลั่วกำลังจะพูด แต่เห็นซูอวี่โหรวเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนถามอย่างมีความหวังว่า “คุณจะไปตกปลาเหรอ?”
“อืม เธอก็รู้นี่ งานอดิเรกของฉันก็มีแค่นี้แหละ”
หลินลั่วพยักหน้า แปลกใจนิดหน่อยที่เธอยังจำได้
เมื่อก่อนซูอี๋อวิ๋นเกลียดที่เขาไปตกปลามากที่สุด คิดว่าเป็นการทำอะไรไร้สาระและเสียเวลา
ดวงตาของซูอวี่โหรวดูเหมือนจะเป็นประกายขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเลและความคาดหวัง
“ฉัน... ไปด้วยได้ไหม?”
หลินลั่วชะงักกับคำถามของซูอวี่โหรว สัญชาตญาณแรกคืออยากปฏิเสธ
“วันนี้แดดแรงมาก ริมแม่น้ำก็ไม่มีอะไรบังเลย ผิวเธอขาวขนาดนี้ ถ้าโดนแดดจนคล้ำไปคงน่าเสียดายแย่”
เมื่อก่อนตอนหลินลั่วเผลอสัมผัสตัวซูอวี่โหรว เขายังเคยจูบที่ลำคอเธอไปครั้งหนึ่งด้วย
ผิวของซูอวี่โหรวให้สัมผัสเนียนละเอียดและเย็นนิด ๆ เป็นผิวขาวแบบคนผิวเย็น เหมือนหยกมันแพะชั้นดี
ถ้าเธอโดนแดดเผาหรือผิวคล้ำขึ้นมา เขาคงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ฉันไม่กลัวหรอก”
ซูอวี่โหรวส่ายหน้าทันที ดวงตาเป็นประกายจับจ้องเขา แม้เสียงจะนุ่ม แต่ท่าทีกลับแน่วแน่อย่างยิ่ง “ฉันกางร่มได้ แล้วยังช่วยช้อนปลาให้คุณได้ด้วย!”
“ช้อนปลา?”
คราวนี้หลินลั่วแปลกใจจริง ๆ จนเลิกคิ้วขึ้นอย่างขบขัน “เธอรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?”
ในความทรงจำของหลินลั่ว ซูอวี่โหโรวมักจะเก็บตัววาดรูปอยู่ในห้องเงียบ ๆ แทบทั้งวัน
มีแค่ตอนหลินลั่วไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยาย ซูอวี่โหรวถึงจะค่อย ๆ โผล่ออกมาเงียบ ๆ เหมือนสัตว์ตัวเล็กขี้กลัวแต่ก็อยากรู้อยากเห็น แก้มแดงเรื่อพลางทักทายเขาเสียงเบา
จากนั้นก็หลบไปอยู่ข้างพ่อตาแม่ยาย หรือแสร้งทำเป็นจัดดอกไม้ต้นไม้ตรงระเบียง แล้วแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว
“ฮิ ๆ อย่าดูถูกฉันนะ”
ซูอวี่โหรวถูกสายตาหยอกเย้าของเขาจนแก้มแดงระเรื่อ แต่ก็เม้มปากแล้วหัวเราะคิกคัก
รอยยิ้มนั้นมีความเจ้าเล่ห์นิด ๆ และความภาคภูมิใจที่กดไว้ไม่อยู่ ช่วยกลบความขี้อายที่ติดตัวเธอ เผยให้เห็นความน่ารักไร้เดียงสาที่ไม่ค่อยได้เห็น
“ตั้งแต่ช่วงที่คุณกับพี่ทะเลาะกันหนักที่สุด ฉันก็รู้แล้วว่ายังไงพวกคุณก็คงหย่ากัน ฉันเลยแอบดูวิดีโอสอนตกปลาในเน็ต”
ซูอวี่โหรวโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ลดเสียงลง แต่พูดชัดทุกคำ
“หลังจากนั้นฉันยังตั้งใจไปตกปลากับคุณลุงหวังที่อยู่ชั้นล่าง ซึ่งชอบตกปลาอยู่หลายครั้ง เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปตกปลากับคุณ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินลั่วก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระทบหัวใจเบา ๆ
เขาพินิจใบหน้าของซูอวี่โหรวอย่างละเอียด จึงสังเกตว่าผิวของน้องสาวอดีตภรรยาไม่ได้ขาวผ่องอย่างที่เขาจำได้ แก้มกับสันจมูกออกสีน้ำผึ้งสุขภาพดี ราวกับถูกแดดจนเป็นสีแทน
เมื่อคิดว่าเด็กสาวคนนี้ถึงกับยอมทำเพื่อเขาขนาดนี้ หลินลั่วก็ทั้งจนใจและรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก แถมหัวใจยังไหววูบขึ้นมาแผ่วเบาเสียด้วย
