# บทที่ 27 สามพระหัวโล้น
สิ่งที่ท่านเศรษฐีอวี๋จะทำนั้นไม่ได้บอกใครเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่หลวงจีนฮุ่ยซินผู้นั้นจากไปแล้ว ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ให้เงินมากมายแก่แม่ครัว ให้นางไปซื้อเนื้อมามากมาย ในใจของแม่ครัวแม้จะรู้สึกฉงนอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงไปทำอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่านเศรษฐีอวี๋เองก็เจริญอาหารขึ้นมาก ปริมาณอาหารที่ทานได้เพิ่มขึ้นมหาศาล ยามนี้ในจิงเฉิงนอกจากราคาอาหารแล้ว ทุกอย่างล้วนขึ้นราคา ที่ราคาอาหารไม่ขึ้น ก็เพราะว่าองค์ว่านซุ่ยทรงมีรับสั่งให้กระทรวงการคลังนำเสบียงเข้าออกขายถึงสองแสนถังในราคาผิงเถี่ยว ผิงเถี่ยวก็คือการนำเสบียงที่กักตุนไว้ในคลังออกมาขายในราคาปกติ แม่ครัวแม้จะไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือมา แต่นางก็ไม่ได้โง่ นางรู้ว่านี่คือจิงเฉิง ราชสำนักกลัวผู้ลี้ภัยจะก่อความวุ่นวาย จึงขายเสบียงในราคาผิงเถี่ยวให้กับชาวเมืองทั้งเมือง นางได้ยินมาแล้วว่า ราคาเสบียงนอกจิงเฉิงนั้นสูงจนน่าตกใจ อวี๋ลิ่งที่ยุ่งวุ่นวายมาทั้งวันเห็นว่าท่านพ่อทานอาหารได้ก็ดีใจเป็นพิเศษ นี่ก็หมายความว่าร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาแล้ว ในยามนี้การที่ทานได้นับว่าเป็นวาสนา ครั้นพออายุมากแล้ว ทานไม่ลง ก็ยากที่จะอยู่ต่อไป คนวัยกลางคนนั้นความจริงไม่ค่อยเป็นไข้ แต่หากเป็นไข้ขึ้นมา ต่อให้เป็นไข้ต่ำก็ทำให้ทุกข์ทรมานมาก อวี๋ลิ่งเอาแต่ดีอกดีใจ แทบไม่รู้เลยว่าท่านพ่อของตนคิดจะทำอะไร ท่านเศรษฐีอวี๋กำลังตระเตรียมการอยู่ในที่ลับ เมื่อใดที่รู้สึกว่าอาการป่วยของตนหายดีแล้ว ก็จะไปตามหาหลวงจีนฮุ่ยซินผู้นั้น สังหารหลวงจีนชั่วร้ายนี่ด้วยมือของตัวเอง คำพูดของหลวงจีนนี้ช่างอัปมงคลยิ่งนัก ข้อเรียกร้องก็เต็มไปด้วยเจตนาร้าย ผู้นับถือพระพุทธศาสนา เหตุไฉนจะไม่เข้าใจพระธรรม พระพุทธองค์จะทรงเรียกร้องให้ชาวบ้านนำบุตรหลานของตนมาถวายแด่พระองค์ได้อย่างไร หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็มิใช่พระพุทธองค์ นั่นคือลัทธิชั่วร้าย อวี๋ลิ่งเห็นว่าท่านพ่อทานอาหารได้ดีขึ้น ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง บนโต๊ะอาหารอวี๋ลิ่งเอาเรื่องสนุกที่ได้พบเห็นมาเล่าให้ฟัง จนท่านเศรษฐีอวี๋หัวเราะลั่น เมิ่นเมิ่นเองก็ดีใจเช่นกัน ตอนนี้นางมีของเล่นมากมาย มีตุ๊กตาเสือผ้าลายตัวใหม่ กอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อยมือ นอกจากให้อวี๋ลิ่งดูแล้ว ไม่ยอมให้ใครดูเลย เหตุผลก็คือกลัวว่าพวกเจ้าจะทำสกปรก ในแสงอรุณยามเช้า อวี๋ลิ่งและเสี่ยวเฝยถือซาลาเปาที่แม่ครัวเพิ่งทำเสร็จมุ่งหน้าไปยังพระราชวังหลวง คนเฝ้าประตูเฒ่าเย่หาวหวอดๆ เดินตามหลังอวี๋ลิ่ง “อาเย่ ต้องเข้าไปในเมืองไปซื้อของหรือ?” “อืม ไปเดินดู!” “โอ้!” “ตอนเลิกงานค่ำๆ ข้าจะรอเจ้า” “ที่ไหนล่ะ!” “ใต้ต้นหลิวใหญ่!” “อืม ข้าจำได้แล้ว” เดินมาจนเหงื่อท่วมตัว อวี๋ลิ่งถึงเดินมาถึงหน้าโต๊ะทำงานของตน เมื่ออวี๋ลิ่งมาถึง ชายผู้หนึ่งถือผ้าขี้ริ้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว พลางยิ้มโง่ๆ ให้อวี๋ลิ่งอยู่ไกลๆ อวี๋ลิ่งไม่รู้จักเขา อันที่จริงชายผู้นี้ก็มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และทำงานอย่างเดียวกัน ใช้ผ้าขี้ริ้วไม่รู้ว่าไปเก็บมาจากไหน มาถูโต๊ะเก้าอี้ในห้องบัญชีของอวี๋ลิ่งจนขึ้นเงา สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะอวี๋ลิ่งให้ตีนเป็ดเขาหนึ่งข้าง อันที่จริงอวี๋ลิ่งเองก็ชอบกินตีนเป็ดมาก เพราะว่าเป็นหนังล้วน รสชาติเข้มข้นมาก ความจริงอวี๋ลิ่งก็ไม่อยากให้เขาหรอก แต่อวี๋ลิ่งทนไม่ไหวจริงๆ ที่ตัวเองนั่งกินอยู่ตรงนั้น แล้วเขากลืนน้ำลายอยู่ข้างๆ ภายใต้สายตาแบบนั้นของเขา อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คน อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าตัวเองก็คือคนใจไม้ไส้ระกำจำพวกนั้น ความรู้สึกผิดอบอวลไปทั่ว ภายใต้การจ้องมองของเขา เนื้อเป็ดในปากก็ไร้รสชาติ ดังนั้นจึงยอมให้ตีนเป็ดเขาไปหนึ่งข้าง การกระทำนี้ทำให้ป้าเฉินโกรธนัก นางบ่นพึมพำเบาๆ บอกว่าทำไมเนื้อดีๆ แบบนี้ต้องให้กับคนนอกที่ไม่รู้จักมักจี่ด้วย อวี๋ลิ่งสงสัยนักว่าเหตุใดเขาไม่เอาไม้เสียบไปทำงานแบบ "เอาวันไปวันๆ" ตอนนี้คนทำงานล้วนทำแบบนี้กันทั้งนั้น ตราบใดที่เสมียนไม่อยู่ กองดินเท่าเนินสุสานก็ใช้คนตั้งยี่สิบกว่าคนทำ หากเสมียนไม่อยู่ทั้งวัน วันรุ่งขึ้นก็มาทำต่อ การทำงานของคนหมู่มาก หากไม่ใช่ทำมากได้มาก ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คาดหวังให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มกำลัง ทำมากแค่ไหน ก็ได้แค่ข้าวหนึ่งถัง ซูหวายจิ่นรู้เรื่องของคนผู้นี้ก็สงสัยนัก เขาจึงไปสืบค้นมา กลับมาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ริมประตูเจิ้งหยาง ครอบครัวนี้เขาไม่รู้จักเช่นกัน ในทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการไม่มีครอบครัวนี้ ตอนนี้คงเหลือเพียงเด็กคนนี้คนเดียวแล้ว ซูหวายจิ่นยังบอกอีกว่า ครอบครัวนี้ก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ก็ยังมีคนอยู่ เลี้ยงชีพด้วยการเก็บสิ่งปฏิกูล ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว บ้านก็หายไปแล้ว ตอนนี้ทางที่ว่าการก็บอกว่าไม่มีครอบครัวนี้ก็มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ ไม่ก็เป็นคนมาจากที่อื่น ไม่ก็เป็น "ครัวเรือนเถื่อน" เหมือนอย่างที่อวี๋ลิ่งเคยเป็น ชายผู้นี้ดูเหมือนจะสนใจอวี๋ลิ่งเป็นพิเศษ อวี๋ลิ่งทำงาน เขาก็จ้องดูอยู่ข้างๆ อวี๋ลิ่งเขียนหนังสือบนพื้น เขาก็จ้องดูอยู่ไกลๆ ไม่ว่าอวี๋ลิ่งจะทำอะไรเขาก็จ้องมองทั้งหมด พอยามอวี๋ลิ่งเลิกงานกลับไปแล้ว เขาก็จะวิ่งเร็วๆ ไปเก็บเมล็ดข้าวฟ่างที่ร่วงกระจายอยู่บนพื้นมากองรวมกันในฝ่ามือให้เป็นกำเล็กๆ แล้วเอาเข้าปากทั้งหมด กินข้าวฟ่างดิบ นี่เป็นสิ่งที่เสี่ยวเฝยบอกมา เมื่อวานเขาจงใจแอบดูอยู่ไกลๆ วันนี้อวี๋ลิ่งได้พบเขาอีกครั้ง รู้สึกว่าเขาดูอ่อนเพลียไม่มีแรง จึงกวักมือเรียก... เจ้าหมอนี่เห็นอวี๋ลิ่งกวักมือเรียก ก็วิ่งเข้ามาเหมือนวัวป่า วิ่งมาถึงตรงหน้าอวี๋ลิ่งก็จงใจก้มตัวลง ค้อมคำนับอวี๋ลิ่งไม่หยุด เวลานี้อวี๋ลิ่งถึงได้รู้ว่าคนตรงหน้านี้ไม่ใช่ชายหนุ่มเลย นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นเด็กหนุ่มกึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่ ขนอ่อนที่มุมปากยังอยู่ เมื่อพิจารณาดูอีกครั้ง อวี๋ลิ่งก็พบข้อแตกต่าง สีของแววตา สันจมูกของคนผู้นี้ต่างจากคนอื่น มีลักษณะบางอย่างของชาวซีอวี่ อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าเจ้าหนูนี้น่าจะเป็นลูกครึ่ง “ทำไมชอบจ้องมองข้าอยู่เรื่อย!” เด็กหนุ่มนี้ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เขาคิดว่าอวี๋ลิ่งกวักมือเรียกเพราะจะให้อะไรกินเหมือนวันก่อน ไม่คิดว่ามาเพื่อถามคำถาม ของกินนั้นไม่มี
“พวกเขาบอกว่าเจ้าเป็นคนดี!” อวี๋ลิ่งยิ้ม แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้ามีชื่อไหม?” “หรูอี้” อวี๋ลิ่งชะงักไป คิดว่าชื่อจะเป็นพวกหมาน้อย หนูน้อยอะไรที่เป็นชื่อต่ำต้อยที่เลี้ยงง่าย ไม่คิดว่าชื่อของเขากลับฟังดูไพเราะอย่างคาดไม่ถึง “อืม ชื่อของเจ้าฟังดูเพราะดีจริง นี่ พี่ชายเจ้าเห็นเจ้าเมื่อวันก่อนแล้ว พ่อแม่ของเจ้าล่ะ?” “ถูกเผาแล้ว!” อวี๋ลิ่งได้ยินดังนั้นก็พูดอะไรไม่ออกทันที ป้าเฉินที่กำลังเลือกก้อนหินออกจากกองข้าวอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหยุดงานในมือ เงยหน้าขึ้นมา “ได้กินอะไรหรือยัง?” “ยัง!” อวี๋ลิ่งก็เริ่มค้นควักตามตัวอีกครั้ง ค้นอยู่พักใหญ่ ไม่มีเหรียญ แต่มีเศษเงินอยู่บ้าง กัดฟัน อวี๋ลิ่งก็ยื่นเศษเงินชิ้นเล็กๆ หนึ่งชิ้นให้หรูอี้ “ไปซื้ออะไรกินเถอะ!” หรูอี้มองอวี๋ลิ่ง มองเศษเงินชิ้นเล็กในมือของตนอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็วิ่งออกไปราวกับวัวป่าอีกครั้ง ในพริบตาก็หายตัวไป ครั้งนี้ ป้าเฉินไม่ได้พูดอะไรเลย นางคือคนที่มีลูก เรื่องอื่นอาจจะทำให้นางสะเทือนใจไม่ได้ แต่เด็กไร้พ่อแม่กลับสามารถทิ่มแทงเข้าไปยังจุดที่อ่อนโยนที่สุดในจิตใจของนางได้ ในตอนที่อวี๋ลิ่งคิดว่าตั้งแต่นี้ไปจะไม่ได้เห็นหรูอี้อีกแล้ว เขาก็กลับมาอีกครั้ง เขาใช้เศษเงินซื้อขนมปังแผ่นสามแผ่น แล้วเอาเงินที่เหลือคืนให้อวี๋ลิ่งทั้งหมด เขาใช้เงินไปแค่สามอีแปะ เขาไม่ได้พูดอะไร เริ่มนั่งยองๆ กินขนมปังอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งถือขนมปังยัดเข้าปาก มือหนึ่งแบรอรับเศษขนมปังที่ร่วงลงมา กว่าจะกินขนมปังสามแผ่นหมดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม อาจจะกระหายน้ำ เขาก็วิ่งออกไปอีกครั้ง วิ่งตรงไปยังริมคูน้ำ ยื่นหัวลงไปแล้วก็เริ่มดื่มน้ำ อวี๋ลิ่งเพิ่งจะร้องว่าดื่มไม่ได้ เขาก็ดื่มไปแล้วหลายอึก “อ้าว ดื่มไม่ได้นะ!” “สะอาด เมื่อวานข้าก็ดื่มแล้ว” ใจของอวี๋ลิ่งถูกหรูอี้มาฉุดกระชากอีกครั้ง รู้ว่าน้ำนั้นสะอาด นั่นคือดูเผินๆ ว่าสะอาด ส่วนที่ขุ่นข้นก็ตกตะกอนลงไปหมดแล้ว แต่น้ำนี้เป็นน้ำนิ่ง “ต้องต้มให้เดือดก่อนดื่ม!” “บ้านไม่มีแล้ว ข้าวของก็ถูกน้ำพัดไปหมด ต้มน้ำไม่ได้ ร่างกายข้าแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก กินแบบนี้มาตลอด ไม่เป็นไร ข้าชินแล้ว!” คำพูดสั้นๆ ไม่กี่ประโยค ฟังแล้วอวี๋ลิ่งใจสั่นไปหมด ชีวิตแบบนี้ฟังแล้วยังหายใจไม่ออก แต่เขากลับยิ้มตอบเป็นฉากเป็นตอนได้ “นี่!” เห็นไม้เสียบในมืออวี๋ลิ่ง ตาของหรูอี้เป็นประกาย หลังจากนั้นก็ส่ายหัวเบาๆ “ข้าไม่เอา เอากลับไปก็ไม่มีอะไรจะให้ต้ม เปลือง!” “ถึงยังไงก็จะอดตายไม่ได้นะ!” “วันนี้ข้ากินอิ่มแล้ว เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ไว้พูดกันวันพรุ่งนี้ ถ้าหากไม่ได้จริงๆ พรุ่งนี้ข้าค่อยไปขุดรากหวานอยู่ใต้กำแพงเมือง” หรูอี้ก้มหน้าลง “ข้ารู้ว่าที่ไหนมากที่สุด...” คำพูดของหรูอี้ทำให้อวี๋ลิ่งพูดอะไรไม่ออก ดูจากอายุแล้วไม่มาก แต่กลับเป็นผู้ใหญ่เกินตัวจนน่าตกใจ เดิมคิดว่าเสี่ยวเฝยก็น่าจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่คิดว่าจะเจอใครที่น่าทึ่งยิ่งกว่า เจตนาในคำพูดนี้เผยให้เห็นถึงความปลงกับความเป็นความตาย เด็กจนก็ต้องโตเร็ว ล้วนเป็นสิ่งที่ชีวิตบีบบังคับทั้งสิ้น มิน่าทำไมทุกคนถึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อ "แรงงานเด็ก" ในที่ทำงาน ที่ถือเครื่องมือสูงกว่าความสูงของตัวเอง ทั้งหมดก็เพื่อให้มีชีวิตอยู่ดีขึ้นเท่านั้น “เดี๋ยวตอนเลิกงานมาช่วยข้าแบ่งปันอาหาร ถ้าเจ้าทำได้ดี พรุ่งนี้ข้าก็ยังจะซื้อของให้เจ้ากิน เจ้าว่าดีไหม แต่ข้อแม้คือห้ามดื่มน้ำดิบ!” หรูอี้เงยหน้าขึ้น ชี้ไปที่ดวงตาของตัวเอง แล้วกล่าวว่า “ก่อนมีข้า แม่ข้าเป็นหญิงค้ากาย พ่อข้าเป็นพวกต๋าจึที่มาจากทางเหนือ ทุกคนบอกว่าข้าคือลูกผสมพันธุ์ทาง เจ้าไม่รังเกียจที่ข้าเป็นลูกผสมพันธุ์ทางหรือ?” อวี๋ลิ่งยิ้ม แล้วส่ายหน้า อันที่จริงอวี๋ลิ่งอยากบอกว่าเคยเห็นที่พันธุ์ทางยิ่งกว่านี้อีก พวกที่อ้างว่าเป็นพันธุ์ทางเก้าชาติและภูมิใจก็เคยเจอมาแล้ว “นี่เป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินได้หรือ?” หรูอี้สะดุ้งเงยหน้าขึ้น คำตอบของอวี๋ลิ่งนี้ทำให้ในใจของเขาสบายขึ้นอย่างประหลาด เขามองอวี๋ลิ่ง จำรูปลักษณ์ของอวี๋ลิ่งได้แล้วก็พยักหน้า “ได้!” เมื่อมองไปเห็นว่าเมื่อไกลๆ มีหัวโล้นสามหัวปรากฏขึ้นอีกครั้ง อวี๋ลิ่งก็ยิ้มให้โดยไร้ร่องรอย อวี๋ลิ่งไม่ใช่คนโง่ คนพวกนี้ตั้งแต่ที่ปรากฏตัวก็แอบจ้องมองเขามาตลอด วันแรกอาจจะไม่สังเกต แต่แบบนี้มันต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว อวี๋ลิ่งจะไม่สังเกตได้อย่างไร แววตานั้นก็เหมือนกับแววตาที่เขากับเสี่ยวเหล่าหู่ไปสำรวจเส้นทางก่อนลงมือทำงาน นั่นคือแววตาที่จะทำเรื่องไม่ดี “หรูอี้ หลวงจีนพวกนั้นเจ้ารู้จักไหม?” หรูอี้ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก หันไปมองหลวงจีนสามคนนั้น หลายวันมานี้เขาก็สังเกตเห็นสามคนนี้ ที่สังเกตเห็นพวกเขาไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเป็นคนหัวโล้น แต่เป็นเพราะที่ที่พวกเขานั่งอยู่นั้นคือบ้านของเขาที่พังทลายลงไป “พวกเขาไม่ใช่หลวงจีน!” “ไม่ใช่หลวงจีน?” “ใช่ ไม่ใช่หลวงจีน เป็นของปลอม แม่ข้าบอกว่าพวกเขาเป็นพวกต้มตุ๋นโดยเฉพาะ พวกเขายังมีลูกชายอยู่ด้วย อาศัยอยู่ที่เมืองทิศเหนือ คนอื่นเขาไม่รู้เรื่องหรอก!” อวี๋ลิ่งยิ้ม ลุกขึ้นเดินตรงไปยังสามหลวงจีนผู้นั้น “เขามายังไงกัน หรือว่าเขาสังเกตเห็นแล้ว?” ขณะที่สามคนกำลังคิดไม่ตกว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น อวี๋ลิ่งก็มาอยู่ตรงหน้าสามคนแล้ว มองดูหัวล้านแกร็นๆ ของพวกเขาด้วยความสนใจใคร่รู้ “อามิตาพุทธ!” “อย่าอามิตาพุทธเลย แม้แต่รอยแผลเป็นบนศีรษะจากการบวชก็ไม่มีสักรอยเดียว แสดงว่าพวกเจ้าไม่ใช่พระผู้ใหญ่ ธรรมะก็ไม่มีแน่นอน พูดมาเถอะ จ้องข้าทำไม?” ท่านพ่อของตนเป็นคนศรัทธาในพระพุทธองค์ บนโต๊ะบูชามีพระพุทธรูปตั้งอยู่ ท่านพ่อบอกว่า ไม่ใช่หลวงจีนทุกรูปจะมีรอยแผลเป็นบนศีรษะได้ แต่หลวงจีนที่มีรอยแผลเป็นนั้นจะเก่งกาจมาก เพราะจำนวนของรอยแผลเป็นบนศีรษะมักจะเกี่ยวข้องกับธรรมะบารมีของเขา เมื่อบำเพ็ญธรรมะลึกซึ้งมากขึ้น จำนวนของรอยแผลเป็นบนศีรษะต่อมาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สูงสุดไปถึงสิบสองรอย หากมีคนที่มีรอยแผลเป็นสิบสองรอย นั่นก็คือ "พระโพธิสัตว์" ท่านพ่อยังบอกอีกว่า หากหลวงจีนรูปใดมีรอยแผลเป็นบนศีรษะ นิสัยใจคอของคนผู้นั้นไว้ใจได้ คนที่มีรอยแผลเป็นสิบสองรอย นั่นคือคนที่สามารถฝากชีวิตทั้งครอบครัวไว้ได้ สามคนก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเจ้าหนุ่มนี่จะรู้เรื่องพวกนี้มากขนาดนี้ คนหนึ่งในนั้นยิ้มและกล่าวว่า “เรากำลังสวดมนต์ให้ผู้ที่ตายไป ขอให้ชาติหน้าไม่ต้องเกิดมาเป็นคนน่าสงสาร” อวี๋ลิ่งยิ้มแล้วกล่าวว่า “รอก่อน ข้าจะไปตามเสมียนมา มาดูกันว่าพวกเจ้าสามคนนี้เป็นหลวงจีนจริงหรือปลอม ทำไมข้ารู้สึกว่าพวกเจ้าสามคนเป็นพวกค้ามนุษย์ลักพาตัว” พูดจบอวี๋ลิ่งก็จากไป หลังจากอวี๋ลิ่งจากไป สามหลวงจีนก็มีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นว่าอวี๋ลิ่งไปตามเสมียนจริงๆ และชี้ไม้ชี้มือไปมาทางนี้ก็ยิ่งตื่นตระหนก “ลงมือตอนเลิกงานเลย!” “ฟ้ายังไม่มืด ไม่สะดวก!” “ถ้างั้นก็สร้างความวุ่นวายขึ้นมาสักหน่อย บอกไปว่าทางราชการที่กองบัญชีอวี๋จะแจกจ่ายข้าวสารขาว ที่นี่มีจำนวนจำกัด มาก่อนได้ก่อน ทำให้คนวุ่นวายไปสักพัก ยื้อเวลาเอาไว้!” (หมายเหตุ: รอยแผลเป็นบนศีรษะจากการบวชนั้นเพิ่งเริ่มปรากฏขึ้นหลังยุคราชวงศ์ซ่ง ในสมัยราชวงศ์หมิงจึงค่อยๆ เป็นที่แพร่หลาย กรรมวิธีการนาบแผลเป็นนั้นเจ็บปวดยิ่งนัก คนธรรมดาทั่วไปทนแทบไม่ไหว)