# บทที่ 57 การจากลาเพื่อพบพานที่ดีกว่าในวันหน้า
การที่ท่านพ่อกลับมาอย่างปลอดภัยก็นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งใหญ่แล้ว แม้จะไปอยู่ในตงฉ่างแค่ชั่วยามกว่า ๆ แต่ตอนกลับถึงบ้าน นายประตูเฒ่าเย่ก็ยังเตรียมกระถางไฟไว้ให้ แม่ครัวกับป้าเฉินเตรียมน้ำร้อนไว้ ก้าวข้ามกระถางไฟ อาบน้ำ ล้างเสนียดจัญไร ไม่ใช่แค่ท่านเศรษฐีอวี๋ที่ต้องล้าง ใครที่ไปรับก็ต้องผ่านขั้นตอนนี้หมด น้ำร้อนเกินไป ลวกอวี๋ลิ่งจนแสยะปากแยกเขี้ยว อวี๋ลิ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การล้างเสนียดจัญไรแล้ว แต่มันคือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง บรรยากาศในบ้านค่อนข้างอึมครึม ท่านเศรษฐีอวี๋เป็นคนตรงไปตรงมา เก็บความรู้สึกอะไรไว้ไม่ได้ พอกลับมาก็บอกทุกคนเลยว่าตนเตรียมจะกลับเมืองซีอันฝู่ แม่ครัวนั่งถอนใจอยู่บนม้านั่งหิน รับใช้ครอบครัวนี้มาสี่ปี ตอนแรกก็มีแค่คุณท่าน คุณหนู คนเฝ้าประตูกับนาง รวมสี่คน ตอนนี้คนมากขึ้น มีนายน้อย ยังมีพี่เฉิน เสี่ยวเฝย แล้วก็หรูอี้ที่คุยด้วยได้ ในสายตาแม่ครัว บ้านนี้คือนางเฝ้ามองมันค่อย ๆ ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ตอนนี้เชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลซูได้ กิจการค้าก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับดิน แต่กลับต้องจากลาแล้ว "หรูอี้ เจ้าจะตามคุณท่านกลับเมืองซีอันฝู่ด้วยหรือไม่" "ย่อมอยู่แล้วขอรับ พ่อแม่ข้าจมน้ำตาย ในบ้านเหลือข้าคนเดียว ไปไหนก็ไปได้ทั้งนั้น จิงเฉิงก็ดี เมืองซีอันฝู่ก็ดี สำหรับข้าไม่ต่างกันมาก" หรูอี้ตอบอย่างเปิดเผย เขาเป็นคนที่ตัดสินใจได้เร็วที่สุดในบ้าน ตั้งแต่มีขนมเปี๊ยะสามแผ่นตรงข้างกำแพง กับรองเท้าสองคู่บนถนนปลา เขาก็ตั้งใจจะอยู่กับพี่ลิ่งไปทั้งชีวิตแล้ว เขาตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้ว แม่ครัวได้ยินก็ถอนใจเบา ๆ นางไม่เฉียบขาดเหมือนหรูอี้ ตอนนี้นางยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ได้ยินว่าคุณท่านคิดค่าแรงให้ทุกคนไว้หมดแล้ว สี่ปีที่ผ่านมาเหนื่อยยากกับงานจิปาถะในบ้านให้ตน คุณท่านรู้สึกขอบคุณมาก จึงคิดค่าแรงให้นางยี่สิบตำลึง พอคิดถึงการจากลา แม่ครัวก็อดไม่ได้ที่จะแอบร้องไห้ กลัวใครเห็น จึงก้มหน้ามุดเข้าไปในครัว ผ่านไปครู่หนึ่งก็วิ่งออกมาอีก มองดูเมิ่นเมิ่นที่ไม่รู้เรื่องการจากลาเลย แววตาของนางก็ค่อย ๆ หนักแน่นขึ้นมา ป้าเฉินกับเสี่ยวเฝยตอนนี้ก็เหมือนกับแม่ครัว เผชิญหน้ากับการจากลาต่างก็ทำอะไรไม่ถูก อยู่มาปีหนึ่งเต็ม ๆ คุณท่านก็ยังให้เงินถึงห้าตำลึง นี่นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่หาได้ยากแล้ว ต่อให้ไม่ให้เงินสักอีแปะ ทั้งสองคนก็ต้องโขกหัวขอบคุณ กลับไปบ้านยังต้องตั้งป้ายฉางเซิงเทียนขอพรให้ นี่มันคือบุญคุณช่วยชีวิต ทั้งสองคนหนีภัยมา ไม่มีจะกินไม่มีจะดื่ม โชคดีได้ท่านเศรษฐีอวี๋เก็บไว้ อยู่บ้านสกุลอวี๋ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง งานที่หนักที่สุดก็เมื่อวานนี้ ขนม้วนผ้าลงจากรถเข็นทีละม้วน ๆ งานปกติก็คือกวาดพื้น ต้มน้ำ ให้อาหารลา นายน้อยยังรู้จักสงสารคน พอได้เงินก้อนแรกจากร้านหนังสือก็ซื้อเข็มกับด้ายให้นาง ซื้อรองเท้าให้เสี่ยวเฝย ชีวิตปีนี้เหมือนกับอยู่ในความฝัน ชีวิตที่ดีนี่เหมือนกับได้ทำบุญมา ว่าเป็นบ่าว แต่เจ้าของบ้านทั้งสามคนไม่เคยใช้เยี่ยงทาสเลย คุณท่านใจดี นายน้อยสุภาพอ่อนโยน แม้แต่คุณหนูน้อยที่ยังไม่รู้เรื่องก็ไม่ดื้อรั้น ความอนาถเวลาเป็นทาสเป็นบ่าวในบ้านอื่นใช่ว่าไม่เคยเห็น ในทุ่งนา ผู้ชายสวมคาไม้ก้มหน้าก้มตาออกแรงอยู่ข้างหน้า ผู้หญิงอยู่ข้างหลังคอยประคองไถ คาไม้ เด็กหนุ่มกอดกระถางหว่านเมล็ดพืชตามไป ใต้ร่มไม้ริมคันนา พ่อบ้านชราจิบน้ำชา ส่งเสียงตวาดเป็นระยะ ๆ จับผิดเป็นพัก ๆ ลำบากขนาดนี้แล้ว ถ้าเจ้าไม่ทำ ต่อไปก็มีแต่คนแย่งกันทำ ป้าเฉินเคยเจอมากับตัว งานแบบนี้เคยทำกับสามี ตากแดดทำงานวันหนึ่ง ผิวที่ไหล่ลอกออกมาได้เป็นแผ่น ลำบากไหม ก็ต้องลำบากสิ แต่ถ้าไม่ทำ ก็ต้องอดตาย ตอนนี้คุณท่านจะไปแล้ว ป้าเฉินรู้ดี ว่าถ้าจะหาเจ้านายใจดีแบบนี้อีกเกรงว่าจะหาไม่ได้แล้ว ป้าเฉินอยากตามคุณท่านไปเมืองซีอันฝู่ แต่หลุมศพพ่อของเด็กยังอยู่ทางทงโจวนู่น ถ้าตนจากไป ก็ไม่มีใครไหว้ สามีไม่เอาถ่านของตนอยู่ข้างล่างเกรงว่าก็จะอดตาย บ้านเกิดยากจะจาก "แม่ ข้าอยากตามพี่ลิ่งไปเมืองซีอันฝู่ ได้ยินว่าที่นั่นมีที่ดิน ไปถึงข้าจะช่วยพี่ลิ่งทำนา ต่อให้เหนื่อยใจก็สบาย!" "เจ้าข้า เราไปกันหมด พ่อเจ้าจะทำยังไงเล่า!" เสี่ยวเฝยไม่พูดอะไร พอคิดถึงพ่อ ก็คิดถึงเจ้าจวี่เหรินคนนั้น เป็นเขาที่บีบบังคับพ่อของตนจนตาย ทำให้แม่ลูกสองคนไร้บ้าน "แม่ ข้าก็แค่อยากไป ข้าว่าต่อไปพี่ลิ่งต้องได้เป็นขุนนางใหญ่แน่ พอพี่ลิ่งได้เป็นขุนนางใหญ่แล้ว ต้องได้กลับมา ตอนนั้นค่อยเผากระดาษเงินกระดาษทองเท่าภูเขาให้พ่อ!" ป้าเฉินถอนใจเบา ๆ จะให้ไปจริง ๆ อวี๋ลิ่งเองก็เสียดายไม่น้อย เสียดายร้านค้าเหล่านี้ เสียดายกิจการที่อุตส่าห์สะสมมาแทบตาย แล้วก็เสียดายผู้คนที่นี่ เมืองหลวงแม้ไม่น่าอภิรมย์ แต่ชีวิตทุกวันนี้ทำให้อวี๋ลิ่งรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่ท่านพ่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เขารู้ว่าที่ตั่งโถวตงฉ่างพูดมาล้วนถูกต้อง การหนีออกจากกองทัพโดยพลการก็เหมือนน้ำมันร้อนที่เดือดพล่าน ถ้าไม่ระวังก็สาดลงมารดตน ถ้าราดแค่ตัวเองคนเดียว ท่านเศรษฐีอวี๋ไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย แต่หม้อน้ำมันร้อนนี้จะลามถึงทุกคนในบ้าน ดังนั้นท่านเศรษฐีอวี๋จึงตัดสินใจจะกลับบ้าน ต้องกลับไป ฉวยที่ตัวเองยังมีแรงอยู่ จัดการบ้านให้เรียบร้อย ต่อไปต่อให้ตาย ตาก็หลับได้ การจากลาไม่ใช่ว่าบอกไปก็ไปเลย หลังจากแจกจ่ายผ้าที่ขนกลับมาจากกองเทียนจินให้เจ้าของร้านแต่ละร้านแล้ว ท่านเศรษฐีอวี๋ก็กลับมาวุ่นวายอีก "จะไปจริง ๆ หรือ" ถานซุ่นที่ตัวดำขึ้นเป็นกองมองท่านเศรษฐีอวี๋ที่ตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วถอนใจเบา ๆ เขารู้นิสัยอวี๋เหลียง เรื่องที่ตัดสินใจแล้ว เก้าวัวก็ลากกลับมาไม่ได้!
"จะไป วันนี้มาก็เพื่อขอร้องเจ้า..." ถานซุ่นโบกมือ ดูเหมือนไม่ชอบใจเล็กน้อย "มาพูดว่าขออะไรกัน ตอนนั้นให้เจ้ามาจิ่นอีเว่ยเจ้าก็ไม่มา ถ้ามาจะยุ่งยากอะไรขนาดนี้" ท่านเศรษฐีอวี๋โบกมือที่ขาดนิ้วหัวแม่มือ นายร้อยถานก็ถอนใจอีก ขาดนิ้วหัวแม่มือ ง่ามมือก็กำดาบไม่อยู่ "รอเดี๋ยว ข้าจะเขียนจดหมายให้ จำไว้นะ... ค่วงเจียนหลิวกระเพาะใหญ่ ชอบเงินทอง กลับไปแล้วต้องจัดสรรมอบเงินทองให้ถึงที่ ไข่มุกที่เฉากงให้พี่ลิ่งมานั่นต้องใช้ให้เป็น" นายร้อยถานอธิบายธรรมเนียมในเส้นทางราชการกับท่านเศรษฐีอวี๋อย่างละเอียด จะให้ของขวัญยังไง จะพูดจายังไง เวลาไหนไป ไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง เรื่องพวกนี้ถึงเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ท่านเศรษฐีอวี๋ไปขอร้องเขาก็ต้องใส่ใจรายละเอียดพวกนี้ ถ้าไม่อยากใส่ใจ ก็เว้นแต่ตำแหน่งสูงกว่าคนอื่น จากไปก็หมายถึงการเดินทางไกล เส้นทางนี้ไกลเกินไป ยังมีเด็กอีกสองคน ตลอดทางยังมีด่านตรวจอีกมากมาย ท่านเศรษฐีอวี๋เตรียมหาสำนักคุ้มกันเดินทาง จะเดินทางตามไปด้วยกันถึงจะวางใจ แต่การจ้างสำนักคุ้มกันให้ไปส่งตามลำพังนั้นฟุ่มเฟือยเกินไป เมื่อไม่มีแหล่งรายได้จากการค้าแล้ว ท่านเศรษฐีอวี๋คำนวณเงินทุกอีแปะอย่างละเอียด ดังนั้น เขาจึงกำลังหาสำนักคุ้มกันที่จะไปเมืองซีอันฝู่พอดี จะได้เดินทางตามไปด้วย สำนักคุ้มกัน พูดตามภาษาของอวี๋ลิ่งก็คือกลุ่มการค้าขนส่งทางไกล จะเดินทางไกลขนาดนี้ ต้องเตรียมพร้อม อย่าคิดว่าเดินทางหลวงจะปลอดภัย นักเล่านิทานในโรงน้ำชามักเล่าเรื่องโจรดักปล้นจี้กลางทางไม่ใช่หรือ ถึงเป็นเรื่องเล่า แต่เรื่องเล่าก็ไม่ได้มาจากชีวิตจริงหรือ ต้าหมิงใหญ่โตขนาดนี้ เรื่องแบบนี้ต้องไม่ใช่กรณีเดียวแน่ หาสำนักคุ้มกันได้แล้ว แต่ต้องรอ เขาจะเดินทางสักเที่ยว แน่นอนว่าต้องบรรทุกสินค้าให้เต็มที่ เรื่องรอ ท่านเศรษฐีอวี๋กลับไม่รีบร้อน พอดีมีหลายเรื่องต้องจัดการ เช่นเป่าเชาต้าหมิงกองนั้นที่แม้แต่หมาก็ไม่เอา... หลังรัชศกเจิ้งเต๋อ ในตลาดก็ไม่เห็นของพวกนี้อีก ใช้แค่ตอนพระราชทานรางวัลกับตอนเก็บภาษีบางประเภทเท่านั้น เพราะใช้หนีภาษีได้ ถึงหน่วยราชการไม่อยากได้ ก็ต้องจำใจรับ กฎขององค์หงอู่ท่านตั้งไว้ ถ้าเจ้าไม่เอา เจ้าคิดจะก่อกบฏรึ! พวกคนในวังใช้กัน เพราะใช้สินบนแบบนี้ปลอดภัยมาก ในที่สุด เป่าเชาพวกนี้ให้ตระกูลซูกว้านซื้อไปหมด ใบละหนึ่งก้วน ตระกูลซูรับซื้อที่สองร้อยเหวิน นี่ก็นับว่าให้เกียรติเต็มที่แล้ว ที่อื่นดำกว่านี้อีก เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ร้านค้าก็ค่อย ๆ จัดการไป ท่านเศรษฐีอวี๋ตั้งใจจะยกร้านผ้าให้บัณฑิตหวัง บัณฑิตหวังกลับบอกว่าตนจะตั้งใจอ่านหนังสือ ไม่ยุ่มย่ามกับของสกปรกทางเงินทอง เพื่อจะได้รับใช้ไท่จื่อในวันหน้า ทำเอาท่านพ่อสะอึกแทบตาย สุดท้าย ท่านเศรษฐีอวี๋ขายต่อให้เจ้าของร้านจางโหย่วเหวยในราคาหนึ่งร้อยตำลึง ร้านหนังสือท่านเศรษฐีอวี๋ไม่ยุ่ง เพราะอวี๋ลิ่งเตรียมจะยกร้านหนังสือไว้ให้เสี่ยวเหล่าหู่ การตัดสินใจนี้ถูกใจท่านเศรษฐีอวี๋มาก ให้เสี่ยวเหล่าหู่ก็คือคนของเราเอง งานยุ่งวุ่นวายมาจนถึงเดือนแปด สารทไหว้พระจันทร์ใกล้มา ในวังให้วันหยุดหนึ่งวันแก่ข้ารับใช้ภายในส่วนหนึ่ง เสี่ยวเหล่าหู่รีบกระวีกระวาดออกจากวัง ตรงมาที่ร้านหนังสือเลย "ว่า เอ็งจะไปแล้วหรือ" อวี๋ลิ่งพยักหน้า เขาไม่รู้จะอธิบายเรื่องกลับเมืองซีอันฝู่ยังไง แต่ก็ต้องพูด ดังนั้นอวี๋ลิ่งจึงดึงเสี่ยวเหล่าหู่มา แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดที่ตนรู้ให้ฟัง "คนตงฉ่างไปหาท่านอา-วี๋หรือ" "ใช่" "ชื่ออะไร" "ตั่งโถวคนหนึ่ง ชื่ออะไรเหยียนลี่เหิง" เสี่ยวเหล่าหู่ค่อย ๆ หรี่ตาลง อวี๋ลิ่งไม่รู้ระบบภายในตงฉ่าง แต่เสี่ยวเหล่าหู่ติดตามอยู่ข้างกายเฉากง ได้เห็นและได้ยินจนรู้เรื่องพวกนี้ดี เขาจำคนนี้ไว้แล้ว ความคิดของคนนี้ไม่บริสุทธิ์ "เสี่ยวเหล่าหู่ เจ้าฟังข้านะ ในวังนี้เจ้าต้องหาให้เจอองค์ชายที่ชื่อจูโหย่วเจี่ยนคนนึง แล้วต้องระวังคนที่ชื่อเว่ยจงเสียนมาก ๆ!" "ฟังนะ ถ้าเจ้าล่วงรู้ถึงสองคนนี้แล้ว ต้องหาทางคบค้ากับพวกเขาให้ได้ ฟังข้า นี่สำคัญมาก" เสี่ยวเหล่าหู่ถึงจะรู้สึกงงงวย แต่ชื่อของสองคนที่อวี๋ลิ่งว่านี้ก็ยังจำได้แม่น หลายปีที่รู้จักกัน เขารู้ว่าอวี๋ลิ่งไม่หลอกคน เขาเชื่อว่าอวี๋ลิ่งไม่หลอกตน "แล้วเจ้าล่ะ" "ข้าจะกลับเมืองซีอันฝู่ พ่อข้าเป็นทหารในครัวเรือน ข้าก็ต้องเป็นทหารในครัวเรือน ข้าต้องเข้าไปอยู่กับครัวเรือนทหาร ไม่ใช่ข้าอยากกลับ แต่ต้องกลับ ไม่งั้นวันไหนตรวจสอบลงมา บ้านนี้ก็จบสิ้น" "จะกลับมาไหม" "กลับมา ฉะนั้นเจ้าต้องเก็บโฉนดร้านไว้ให้ดี ถ้าข้ากลับมา ก็จะมีที่อยู่ ตอนนั้นข้ากลับมา จะไม่ใช่สภาพบัดซบนี้อีกต่อไป" เห็นท่าทีมั่นใจของอวี๋ลิ่ง เสี่ยวเหล่าหู่ก็หัวเราะออกมา เขารู้ดีกว่าใครว่าไอ้หนูอวี๋ลิ่งฉลาดแค่ไหน กลับไปก็ดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรให้ต้องคอยพะวง ก็ไม่ต้องระแวงแล้ว เป็นทหารในครัวเรือนแล้วจะทำไม เสี่ยวเหล่าหู่รู้ว่าจางจวีเจิ้ง หลี่ตงหยาง เกาก่ง เจ้าจื้อเกา ขุนนางดัง ๆ พวกนี้ล้วนออกมาจากครัวเรือนทหารทั้งนั้น พ่อบุญธรรมก็บอกแล้ว ตั้งแต่รัชศกหย่งเล่อ บัณฑิตสอบผ่านร้อยคนก็มีประมาณยี่สิบกว่าคนที่มาจากครัวเรือนทหาร เสี่ยวเหล่าหู่เชื่อว่าเสี่ยวอวี๋ลิ่งก็ทำได้เช่นกัน ดังนั้น การจากลานี้เป็นแค่ชั่วคราว "คราวหน้าเจอกัน" "พบกันในราชสำนักดีไหม" เสี่ยวเหล่าหู่หัวเราะอีกครั้ง เสี่ยวอวี๋ลิ่งคิดจะไต่เต้าขึ้นไปแล้ว ตนก็ต้องไต่เต้าขึ้นไปด้วย เพื่อตัวเอง เพื่อเสี่ยวอวี๋ลิ่งด้วย ในฐานะคนที่ไต่ขึ้นมาจากก้นบึ้ง อวี๋ลิ่งและเสี่ยวเหล่าหู่ล้วนมีใจเด็ดที่แม้ตัวเองก็ไม่รู้ตัว ไต่ขึ้นไป เป็นอะไรดี ๆ สักอย่าง ฟ้าจวนมืดแล้ว เสี่ยวเหล่าหู่อาลัยอาวรณ์จนไม่อยากลา หันกลับมามองอวี๋ลิ่งที่มาส่งตนถึงกำแพงวัง เสี่ยวเหล่าหู่หันกลับมากอดอวี๋ลิ่งเบา ๆ ทีหนึ่ง เขาเชื่อมั่นเหลือเกิน... ครั้งหน้า ทั้งสองคนจะต้องได้พบกันในวังเมืองอย่างแน่นอน ปลายเดือนสิบที่เมืองหลวงหิมะโปรยปรายอีกครั้ง เสียงกระดิ่งสัมฤทธิ์ดังกังวานเบา ๆ ขบวนซึ่งประกอบด้วยคนร้อยกว่าคนย่ำไปบนหิมะบางเบื้องล่างมุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ป้าเฉินดึงที่ปิดหูลงมาเบา ๆ มองไปทางทงโจวพึมพำเบา ๆ "พ่อบ้านเอ๊ย เจ้าอยู่ข้างล่างก็ประหยัดหน่อย อีกไม่กี่ปีลูกชายเจ้ากลับมา จะเผากระดาษเงินกระดาษทองเท่าภูเขาให้" แม่ครัวยัดเจ้าแมวที่โผล่หัวออกมาจากอ้อมอกกลับเข้าไป แล้วตบอกที่ตุง ๆ คิดถึงเมื่อคืนนี้ เขินจนเงยหน้าไม่ขึ้น บิดชายเสื้ออย่างแรง... เห็นหรูอี้จ้องคอตน แม่ครัวก็หมั่นไส้ผลักหน้าเขาไปอีกทาง หรูอี้งุนงงเกาหัว เขารู้สึกได้ไงว่าอาแม่ครัวหน้าพลันมีสง่าราศีขึ้นมา อวี๋ลิ่งหันมามองเมืองหลวง มองบัณฑิตหวังที่ยืนเดียวดายอยู่กลางหิมะ โบกมือตะโกนเสียงดัง "ท่านอาจารย์ ครั้งหน้าการสอบท่านต้องสอบผ่านเป็นจวี่เหรินได้แน่!" บัณฑิตหวังหัวเราะ เลียนแบบท่าทีของอวี๋ลิ่งโบกมืออำลา "จงจำคำสั่งสอนบัณฑิตไว้..." เสี่ยวเหล่าหู่รู้ว่าอวี๋ลิ่งเดินทางวันนี้ แต่น่าเสียดายเขาไม่มีวันหยุด ไปส่งไม่ได้ ใจมันเฝื่อนฝาดเหลือเกิน มองดูเฉากงที่นั่งอยู่ตรงนั้น เสี่ยวเหล่าหู่เดินเข้าไปคุกเข่าลงกับพื้น "เหล่าหู่ เจ้าเป็นอะไร" "ท่านพ่อขอรับ ลูกอยากขอยืมเงินท่านหน่อย" "ทำไม" "น้องชายไปแล้ว ลูกอยากไปหานายหน้าซื้อบ้านเขามา จะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก" ....... ฟ้าสว่างแล้ว เสี่ยวเหล่าหู่ผลักประตู มองดูต้นพุทราต้นนั้นที่ยืนเดียวดายในสวน แล้วสูดหายใจลึก "เสี่ยวอวี๋ลิ่งจะต้องกลับมา" ...