# บทที่ 6 ก้าวแรกที่หาญกล้า
ขาหมูป่าที่ท่านอาสองนำมาให้ทำให้อวี๋ลิ่งกินข้าวเสียตั้งสามชามโต แม้เนื้อจะมีกลิ่นสาบดินติดอยู่บ้าง แต่อวี๋ลิ่งกลับเลือกที่จะเมินมันโดยสัญชาตญาณ อวี๋ลิ่งพบว่าตั้งแต่ตนเริ่มฝึกวิทยายุทธ ความอยากอาหารก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีความเรื่องมากเรื่องกินให้เห็นเลย นั่งอ่านหนังสือเฉยๆ ไม่ขยับไปไหนก็ยังหิว คนเจ็ดแปดคนช่วยกันง่วนอยู่สองวันเต็มกว่าจะเก็บกวาดบ้านจนสะอาด จวนของท่านพ่อนั้นไม่ได้ใหญ่โตเท่าบ้านซื่อเหอย่วนในจิงเฉิง มีเพียงเรือนหลักกับเรือนปีกซ้ายขวา ดังนั้นหรูอี้ เสี่ยวเฝย และอวี๋ลิ่งสามคนจึงต้องพักอยู่ในเรือนใต้หลังคา ป้าเฉินแม่ครัว กับเมิ่นเมิ่นพักอยู่เรือนปีกขวา ส่วนเรือนปีกซ้ายดัดแปลงเป็นโรงเลี้ยงสัตว์ เมื่อปักหลักเรียบร้อย อวี๋ลิ่งก็ขี่ลาลาเดินทางออกไป วันนี้อวี๋ลิ่งจะไปบ้านท่านจู่ปู้ไอ้ เขาจะไปให้ทดสอบความรู้ อวี๋ลิ่งรู้ดีว่านี่คือวิธีทำสิ่งต่างๆ แบบผู้ใหญ่ ที่บอกว่าทดสอบ ที่จริงก็คือการดูว่าอวี๋ลิ่งมีค่าพอหรือไม่ หากมี เขาก็จะเป็นผู้ค้ำประกันให้อวี๋ลิ่งสอบถงเฉ่า ดังที่พูดไว้เมื่อคราวก่อน หากไม่มี เรื่องที่เขาเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ก็ย่อมไม่เป็นจริง เขากับอวี๋ลิ่งไม่ได้มีมิตรภาพต่อกัน บรรพบุรุษก็ไม่ได้มีมิตรภาพ ดังนั้นทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับคุณค่าเป็นที่ตั้ง อวี๋ลิ่งฉลาดพอหรือไม่คือคุณค่า เพื่อให้ท่านจู่ปู้ไอ้มีมุมมองต่อตนดียิ่งขึ้น เมื่ออวี๋ลิ่งออกเดินทางจึงได้นำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดไปด้วย ไม่ได้ล้ำค่า แต่ก็ไม่ได้ส่งเดช อวี๋ลิ่งเตรียมตัวในสภาพที่ดีที่สุดเพื่อต้อนรับบททดสอบแรกหลังมาถึงฉางอาน เพียงผ่านด่านนี้ไปได้ มีคนค้ำประกัน แล้วใช้ดวงจิตที่เติบใหญ่แล้วมาเป็นเด็ก นั่งแท่นนามว่าเด็กอัจฉริยะ เมื่อมีชื่อเสียงแล้ว ก็จะกระโดดเข้าสู่วงสังคมใหม่ จึงจะสามารถตีแหกวงล้อมได้ ณ จิงเฉิงอันห่างไกล เสี่ยวเหล่าหู่เองก็เตรียมพร้อมจะก้าวข้ามช่วงก้าวสำคัญที่สุดของชีวิตเช่นกัน เดือนสอง สนมหลิวมีอาการอาเจียน อ่อนเพลีย ในวังสันนิษฐานว่านางตั้งครรภ์ จนถึงวันนี้ ท่านผู้อาวุโสลงมือวินิจฉัยด้วยตนเอง ได้ลงความเห็นแล้วว่าบุตรในครรภ์ของสนมหลิวคือองค์ชาย มิใช่องค์หญิง ตามธรรมเนียมบรรพชน หากเป็นองค์ชาย องค์ชายพระองค์นี้ก็คือจูโหยวเจี่ยน หรือก็คือวาสนาใหญ่หลวงที่สุดในชาตินี้ที่อวี๋ลิ่งน้อยเคยพูดถึง เสี่ยวเหล่าหู่เชื่ออวี๋ลิ่ง เขาตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ ไม่เดิมพันก็ไม่มีหนทาง อายุเขายังน้อย หากไม่มีวาสนาอันใหญ่หลวง ชาตินี้ทั้งชาติเขาอาจไม่มีวันได้เข้าใกล้ราชันย์ กระทั่ง “สิบสองเจียน” ก็ยังเข้าไม่ถึง ตามที่ท่านพ่อบุญธรรมกล่าวไว้ก็คือ รอให้เขาอายุสี่สิบปี ถึงจะได้ไปซื่อซือปาจวี๋ คือได้รับตำแหน่งหัวหน้าผู้ควบคุมในยี่สิบสี่กรม ก็ถือว่าได้ไต่เต้า มียศมีตำแหน่ง แต่เสี่ยวเหล่าหู่ไม่อยากไปที่นั่น และก็ไม่อยากรอจนอายุสี่สิบกว่าถึงจะไปถึงขั้นนั้น ตอนนี้เขาอยากกุมอำนาจ อยากเป็นท่านผู้อาวุโสเสียเอง ชีวิตชั้นล่างในจิงเฉิงหลายปีสอนเขาว่า จะทำอะไรก็ต้องทำให้ใหญ่ที่สุดในสายงานนั้น เป็นหัวหน้าเล็กๆ ก็ยังถูกคนรังแก ท่านพ่อบุญธรรมเก่งกาจ ขนาดเดินเข้าไปในเรือนนั่นได้ก็ยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะ หลี่จิ้นจงก็เก่งกาจ ติดตามไท่ซุน อาจได้เป็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทฮ่องเต้องค์ต่อไป แต่เวลาเจอท่านผู้อาวุโสหวังอันก็ยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะ ท่ามกลางแสงอรุณ เสี่ยวเหล่าหู่ยัดฟืนไม้ผลเข้าไปในเตา เปลวไฟค่อยๆ ลุกแรงขึ้น โจ๊กในหม้อดินก็เริ่มส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่หน้าประตูตำหนัก มีสตรีผู้งดงามเฉิดฉายเต็มไปด้วยสง่าราศีกำลังมองดูเสี่ยวเหล่าหู่ผู้ขมีขมัน ไม่รู้ว่านางคิดถึงสิ่งใด แววตาจึงเหม่อลอย... สนมหลิวมองดูขันทีน้อยผู้ขยันและพูดน้อยคนนี้ มองดูเขาง่วนอยู่ตรงนั้น มองดูเขาคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นเป่าลมเข้ากองไฟ มุมปากนางคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนหน้านี้ตอนมารดานางตั้งครรภ์น้องชาย บิดาก็ต้มโจ๊กให้มารดานางเช่นนี้ ตอนนั้นมารดาก็นั่งมองเงียบๆ อยู่ข้างๆ มุมปากคลี่ยิ้มละไมอบอุ่นอยู่ตลอด “หม้อนี้ไม่ใช่หม้อในวังนี่!” เสี่ยวเหล่าหู่ไม่ทันคิดว่าพระสนมจะตื่นแล้ว รีบหมุนตัวคุกเข่าหมอบกับพื้น นี่คือกฎข้อแรกที่เรียนรู้ตอนเข้าวัง นายคือสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะพบนายผู้ใดล้วนต้องคุกเข่าถวายความเคารพ “ถามเจ้าอยู่ หม้อนี้ไม่ใช่หม้อในวังใช่ไหม!” เสี่ยวเหล่าหู่ได้ยินก็รีบกล่าวว่า “ทูลพระสนม หม้อนี้ไม่ใช่หม้อในวังจริงๆ บ่าวออกจากวังเมื่อวันหยุดวานนี้ นึกขึ้นได้ว่าพระสนมเจริญอาหารไม่สู้ดี จึงซื้อมาจากข้างนอก” “ทำไมต้องซื้อ ในวังไม่มีหรือ” “พระสนมทรงเข้าใจผิดแล้ว ในวังไม่ใช่ไม่มี ในวังเป็นกระเบื้องเคลือ อันนี้เป็นหม้อดินเผา พระสนมทรงมีพระครรภ์แล้วเจริญอาหารไม่ดี หม้อนี้ต้มโจ๊กหอม” สนมหลิวยิ้ม รู้สึกว่าขันทีน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหม้อนี้ต้มโจ๊กหอม” เสี่ยวเหล่าหู่เองก็ไม่รู้ว่าหม้อดินต้มโจ๊กหอม เขาเพียงรู้ว่าตอนอวี๋ลิ่งอายุสามขวบชอบกินมาก ตอนนั้นอวี๋ลิ่งหิวจนเดินแทบไม่ไหว ล้วนอาศัยหม้อดินที่เหลืออยู่เพียงครึ่งใบเคี่ยวน้ำข้าวหล่อเลี้ยงชีวิต “น้องบ่าวชอบกิน เขาบอกว่านี่คือโจ๊กที่อร่อยที่สุดในโลก เขาชอบกินมากตอนเด็กๆ บ่าวจึงอาจหาญต้มสักหม้อหนึ่ง ทูลเชิญพระสนมทรงชิม” สนมหลิวหัวเราะ ไม่มีใครสังเกตว่านี่คือวันที่นางยิ้มมากที่สุดครั้งหนึ่ง ปกติเพราะไม่เป็นที่โปรดปรานของไท่จื่อ คนปรนนิบัตินางล้วนเป็นนางในแก่กับขันทีแก่ คนเหล่านี้อบอุ่นเอาใจใส่ดี ทว่าอยู่ในวังมานานหลายปี ตัวตนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความชรา ยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนท่อนไม้แห้ง ไม่ส่งเสียงเอ่ยปาก สิ่งที่พูดมากที่สุดคือ “เพคะ” เสี่ยวเหล่าหู่ไม่ได้บอกความจริงกับสนมหลิว ไม่ใช่ว่าในวังไม่มีหม้อดิน ในวังมีหม้อดินที่ดีที่สุดในใต้หล้า หม้อในวังไม่ใช่ว่าเสี่ยวเหล่าหู่ไม่ใช้ แต่ไม่กล้าใช้ ในช่วงเวลาสองปีในวัง เสี่ยวเหล่าหู่ตะกละตะกลามซึมซับความรู้ทั้งหมดที่ใช้ประโยชน์ได้ อ่านหนังสือ ร่ำเรียนวิชาแพทย์ ฝึกวรยุทธ เรียนรู้วิธีเป็นคนพูดจา
ถึงแม้จะไม่มีใครพูด แต่เสี่ยวเหล่าหู่รู้ว่าคนในวังไม่ไว้ใจไท่อีหยวนอย่างที่สุด ตลอดรัชสมัยที่ผ่านมา เรื่องราวของฮ่องเต้และองค์ชายได้ตีระฆังเตือนสติคนทั้งหลาย หมิงเซี่ยนจงจูเจี้ยนเซินสวรรคตเพราะใช้ยาผิด พระเจ้าเสี้ยวจงจูโย่วเฉิงก็สวรรคตเพราะใช้ยาผิด เรื่องขององค์ว่านซุ่ยเจียจิ้งนั้นยิ่งพิสดาร นอนติดเตียงอยู่แล้ว หมอหลวงกลับยืนดูอยู่ข้างๆ เตรียมรอให้พระองค์ประชวรสวรรคต ที่พิลึกที่สุดคือพระองค์เสด็จไปที่ไหน ไฟก็ตามไปไหม้ถึงนั่น ที่พิลึกยิ่งกว่านั้นก็คือกรณีกบฏเหรินหยิน ฮ่องเต้ถึงกับเกือบสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของนางใน ที่เหี้ยมที่สุดคือ องค์ชายยังสามารถสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร เสี่ยวเหล่าหู่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน แต่นานวันเข้าที่อยู่ในวัง เขาก็รู้มากขึ้นเรื่อยๆ เสี่ยวเหล่าหู่ไม่เข้าใจ ต่อให้การแพทย์ของต้าหมิงจะแย่... ยังไงมันก็ต้องเก่งกว่าราชวงศ์หยวน ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์ถังก่อนหน้านี้มากอยู่ดี ทำไมแค่ท้องเสียยังทำให้องค์ชายที่กายาแข็งแรงสิ้นพระชนม์ได้ เสี่ยวเหล่าหู่ที่ชิมรสเปรี้ยวหวานขมเผ็ดของชีวิตมาแล้วย่อมระแวดระวังอยู่ในสายเลือด ความระแวดระวังฝังลึกอยู่ในกระดูกของเขา ถึงเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไม แต่รู้ดีว่าในวังน่าสะพรึงกลัวกว่าข้างนอกอีก ผู้สูงศักดิ์อย่างองค์ชายยังอาจสิ้นพระชนม์ คนอย่างตัวเขาย่อมง่ายดายกว่า ดังนั้น... เสี่ยวเหล่าหู่ตัดสินใจว่าเมื่อก้าวไปในขั้นนั้นแล้วต้องลงมือทำด้วยตนเองทุกอย่าง อวี๋ลิ่งไม่ได้อยู่ข้างกาย ในวังนี้เขาไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น เขาเชื่อแต่ตนเอง ท่านพ่อบุญธรรมพูดถูก... ชีวิตอยู่ในมือของตัวเอง “พระสนม โจ๊กได้ที่แล้ว เชิญชิม!” เมื่อยกโจ๊กมาตรงหน้า สนมหลิวถึงเพิ่งสังเกตว่าขันทีน้อยคนนี้ต้มโจ๊กลูกเดือย ในวัง ต่อให้นางไม่ได้รับความโปรดปราน ก็ยังได้กินข้าวบรรณาการจากเจียงหนาน “นี่มันลูกเดือยนี่” เสี่ยวเหล่าหู่ก้มหน้าต่ำกล่าวอย่างหวาดหวั่น “ทูลพระสนม นี่คือลูกเดือย เมื่อวานบ่าวคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว ก่อนต้มโจ๊กก็ล้างหลายน้ำ ล้วนเป็นเมล็ดดี...” สนมหลิวยกถ้วยขึ้น จิบเบาๆ อาจเป็นเพราะขันทีน้อยตรงหน้าพูดจาเก่ง หรืออาจเป็นเพราะนางไม่ได้กินลูกเดือยมานาน นางกลับรู้สึกว่ามันหอมเป็นพิเศษ สนมหลิวเจริญอาหารดี ดื่มโจ๊กไปถึงสองถ้วย เสี่ยวเหล่าหู่เห็นว่าสนมหลิวเจริญอาหารดี และไม่ได้อาเจียน ก็รู้ว่านางชอบมาก ดับไฟในเตา อุ้มหม้อดิน เขาก็เตรียมตัวจากไป เขาเพียงมาปรนนิบัติ ไม่ได้มาประจำหน้าที่ ต้องรอให้ครรภ์ของสนมหลิวให้กำเนิดทายาท ฝ่ายในวังจึงจะพิจารณาพระราชทานรางวัลแก่สนมหลิวตามที่เป็นองค์ชายหรือองค์หญิง ตอนนั้นจึงจะถึงเวลาตัดสิน สนมหลิวอยากให้รางวัลขันทีน้อยผู้รู้ความคนนี้ แต่น่าเสียดายที่นางไม่มีสิ่งใดที่พอจะหยิบยื่นให้ได้ เพราะไม่เป็นที่โปรดปราน ชีวิตของนางก็ฝืดเคืองมาก ตัวนางก็เป็นเพียงแค่สนมขั้นซูหนวี่ “เจ้าอยู่ข้างนอกมีบ้านหรือ” “มีบ้าน แล้วก็มีร้านหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นของน้องบ่าว หากมีโอกาสข้าก็จะไปดู ตอนนี้มีคนอื่นดูแลอยู่” “ร้านชื่ออะไร” “ซานเว่ยซูอู!” สนมหลิวยิ้มอีกครั้ง ขันทีน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจ ชื่อร้านหนังสือของเขาก็ไม่เหมือนใคร คนอื่นล้วนเป็นชื่ออะไรสลักอะไร เขานี่ดี ไม่มีเลย “น้องอายุกี่ปี” “ปีนี้เก้าขวบ สิบปีเข้าแล้ว” “อยู่จิงเฉิงหรือ” เสี่ยวเหล่าหู่ก้มหน้าต่ำลง กล่าวเบาๆ ว่า “ไปแล้ว ไปเรียนหนังสือที่ฉางอาน” สนมหลิวถอนหายใจเบาๆ นางพลันรู้สึกว่าขันทีน้อยผู้นี้มีวาสนาไม่ต่างจากนาง พอเข้าวังมาแล้ว กำแพงวังกั้นไว้ก็คือสองโลก ตัวเองอยู่ข้างใน ครอบครัวอยู่ข้างนอก ใครๆ ก็ว่าในวังดี เป็นอู่แห่งความสุข แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่า บ้านต่างหากที่ดีที่สุด “พรุ่งนี้เจ้ามาอีกหรือไม่” “ทูลพระสนม พรุ่งนี้ข้ายังมา ท่านผู้อาวุโสสั่งว่าวันนี้ให้ข้าปรนนิบัติอาหารเช้าพระสนม พรุ่งนี้พระสนมอยากเสวยอะไรบ้าง” “เจ้าทำอะไรได้บ้าง” เสี่ยวเหล่าหู่ตะลึงงัน ค้นพบว่าตนเองทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง จึงกล่าวอย่างเสียใจว่า “ข้าต้มโจ๊กได้อย่างเดียว” สนมหลิวยิ้ม หัวเราะเสียงดัง “ดี พรุ่งนี้ก็ต้มโจ๊กนี้แหละ ว่าแต่ เจ้าชื่ออะไร” “หวังเฉิงเอิน!” เสี่ยวเหล่าหู่จากไปแล้ว สนมหลิวยังคงดื่มด่ำกับรสชาติของโจ๊กเมื่อครู่ พระอาทิตย์ลอยสูงขึ้น สนมหลิวก็ยิ่งไม่มีเรี่ยวแรง นอนอยู่บนเตียง สนมหลิวพลันเอ่ยว่า “ซือซือ เจ้าจดไว้หน่อย วันมะรืนตอนเจ้าออกจากวังไปพบท่านพี่ชายข้า จงบอกเขาให้คนที่บ้านช่วยดูแลกิจการของร้านซานเว่ยซูอูหน่อย” “เพคะ” เสี่ยวเหล่าหู่ได้รับความเอ็นดูจากสนมหลิวแล้ว อวี๋ลิ่งก็ได้รับความเอ็นดูจากท่านจู่ปู้เช่นกัน ในสายตาของท่านจู่ปู้ไอ้นั้น อวี๋ลิ่งคือเด็กอัจฉริยะ ขอเพียงเด็กคนนี้สอบผ่านถงเฉิงได้อย่างราบรื่น ก็จะเป็นถงเฉิงที่อายุน้อยที่สุดในอำเภอฉางอานของตน ส่วนตนก็จะได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้ค้นพบหยกงาม “อวี๋ลิ่ง” “ศิษย์อยู่” “เดือนแปด นายอำเภอเป็นผู้คุมสอบ เขาชอบตำรา จงยง ที่สุด ในโคลงกลอนชอบปลายฤดูใบไม้ร่วงที่สุด เข้าใจหรือไม่” “เข้าใจ” ท่านจู่ปู้ไอ้ยิ้ม เอามือไพล่หลังกล่าวว่า “เดือนแปด ขอให้เจ้ามีข่าวดี หากเดือนแปดสอบได้ ช่วงชมจันทร์ที่จวนอ๋อง ต้องมีชื่อของอวี๋ลิ่งเจ้าแน่นอน” “หากมีวันนั้น พระคุณของท่านอาจารย์ต่อศิษย์ประหนึ่งผู้ให้ชีวิตใหม่” ท่านจู่ปู้ไอ้ตบไหล่อวี๋ลิ่งให้กำลังใจ “เด็กเอ๋ย มืดค่ำแล้ว รีบกลับบ้านเถิด เรื่องค้ำประกันอย่าได้กังวล พรุ่งนี้ข้าจะให้คนนำไปส่งให้” อวี๋ลิ่งดีใจยิ่ง การที่เขายื่นมือช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย กลับทำให้ท่านพ่อประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย ตัวเขาหากมีสถานะแล้ว ก็จะสามารถรับตัวไหลไฉมาอยู่ด้วยได้