# บทที่ 43 มือบอน
ร่างกายของอวี๋ลิ่งไม่สู้ดีนัก อาจจะตามไปปราบโจรไม่ไหว คนสกุลหลิวไม่เพียงไม่โกรธ ยังดีใจมาก คนสกุลอวี๋ไม่เข้าร่วมต่อไป นั่นก็หมายความว่าเงินทองที่ได้ต่อจากนี้ไม่ต้องแบ่งสองต่อแปดอีกแล้ว ผ้าแพร เกลือ และของอื่นๆ ที่ยึดได้จากการปราบโจรก็จะเป็นของพี่น้องพวกตนแต่ผู้เดียว จางชูเหยาจะไม่ติดตามอวี๋ลิ่งจากไป เขาจะอยู่เป็นไกด์ให้คนสกุลหลิวต่อ เขาจะไปตามหาเจ้าคนที่ชื่อหูปาอะไรนั่นต่อ เพื่อล้างแค้นจากการถูกหักหลัง ก่อนที่อวี๋ลิ่งจะลงจากภูเขากลับบ้าน สิ่งที่ต้องทำคือแบ่งเงิน คนสกุลหลิวฉลาดมาก พวกเขาใช้เหรียญทองแดงมาจ่ายตามสัดส่วนสองต่อแปด แม้ว่าคนสกุลหลิวจะรักษาสัญญายิ่ง เงินที่แบ่งให้ไม่ขาดแม้แต่น้อย... เงินหนึ่งก้วนนับเป็นหนึ่งพันเหวิน คนสกุลหลิวยังพาเสมียนบัญชีมาด้วย พวกเขาไม่ยอมให้อวี๋ลิ่งคิดตามอัตราตอนแรกตั้งราชวงศ์หมิงที่หนึ่งก้วนเท่ากับเงินหนึ่งตำลึงแน่ พวกเขาคิดตามกำลังซื้อในตลาดปัจจุบัน สองก้วนต่อหนึ่งตำลึง วิธีคิดนี้ยุติธรรมมาก ตั้งแต่มีการใช้ "กฎหมายเฆี่ยนเส้นเดียว" เงินเหรียญทองแดงก็ด้อยค่าลงเรื่อยๆ แต่อวี๋ลิ่งกลับปวดหัว เขาอยากได้เงินตำลึง ถ้าเป็นเงินตำลึง แค่คนพวกนี้ของตน แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ขนกลับบ้านได้รวดเดียวจบ แต่ถ้าเป็นเงินเหรียญทองแดงนี่ไม่ได้ อวี๋ลิ่งลองชั่งดู น้ำหนักเงินหนึ่งก้วนประมาณหกชั่งกว่า เพราะครั้งนี้ขุดเจอทองคำ ตามหลักแล้วส่วนแบ่งสองส่วนของอวี๋ลิ่งก็ต้องเป็นทองคำด้วย แต่คนสกุลหลิวไม่มีทางให้ทองคำแก่อวี๋ลิ่ง ทำได้เพียงใช้เงินตำลึงหรือทองแดงตีราคาชดเชย ดังนั้นเงินเหรียญทองแดงที่กองเป็นภูเขาเล็กๆ หลายก้อนจับกันเป็นสนิมตะปุ่มตะป่ำนั่น พูดได้ว่าตกเป็นของอวี๋ลิ่งทั้งหมด จะว่าหมื่นก้วนก็ไม่ใช่ แต่หลายพันก้วนก็มีอยู่ เงิน อวี๋ลิ่งชอบมาก แต่น้ำหนักของเงินนี่สิ อวี๋ลิ่งถึงกับยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี กะประมาณว่ามีสามหมื่นชั่งขึ้นไป จะหวังพึ่งคนแค่นี้ของตน ถ้าจะขนกลับทีเดียว บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ อะไรกัน "เอวคาดเงินหมื่นก้วนล่องหยางโจว" เอวคาดเงินหมื่นก้วน ก็คือห้อยทองแดงหกเจ็ดหมื่นชั่งไว้ที่ตัว อย่าว่าแต่ล่องหยางโจวเลย แค่ยืดอกให้ตรงได้ ก็เป็นชายชาติทหารที่กล้าหาญที่สุดในใต้หล้าแล้ว นอกจากเงินแล้ว ยังมีผ้า ปุยฝ้าย เกลือ พวกนั้น ท่านเฒ่าหลิวแม้กระทั่งเครื่องหยกยังแบ่งให้อวี๋ลิ่งบ้าง เครื่องหยกหลายชิ้นยังดูเป็นก้อนหินอยู่เลย พวกนี้ล้วนเป็นเงินทั้งนั้น ไม่ต้องพูดแล้ว นี่ต้องเป็นคาราวานค้าหยกที่มาพับเอาตายกับมือคนพวกนี้แน่ เซี่ยเทียนวิ่งไปแล้ว เขาจะลงเขาไปเรียกคน จะขนทั้งหมดนี้ลงไปทีเดียว กว่าจะได้รวยสักที ต่อให้เป็นเศษผ้าสักชิ้นก็ไม่มีทางปล่อยไว้ ทางอวี๋ลิ่งบนภูเขากำลังวุ่นวาย ด้านล่างเขาตอนนี้ก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะหรูร่างหายตัวไป นายอำเภอจูตามหาเขาเท่าไรก็ไม่เจอ ถามดูถึงรู้ว่าหรูร่างเข้าภูเขาไป ถามอีกที ถึงรู้ว่าเข้าภูเขาไปปราบโจร พอนึกโยงไปถึงหลายวันมานี้หงโม่จากกองกำลังทหารรักษาการณ์อาละวาดฆ่าคนในเมืองฉางอาน ท่านอำเภอจูรู้ทันทีว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีคนจากกองกำลังทหารรักษาการณ์ผลักดันอยู่แน่ ท่านอำเภอจูไม่กล้าไปถามที่กองกำลังว่าทำไปทำไม เขาก็ได้แต่พาคนมานั่งอยู่ที่ปากทางจื่ออู่โข่ว ถึงขั้นนี้แล้ว ตอนนี้เขาก็ได้แต่สวดภาวนาเงียบๆ ว่าอย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับหรูร่างเลย นี่มันลูกชายคนเดียวของสกุลหรูนะ... หากเกิดอันเป็นไปขึ้นมาจริง จะอธิบายให้ฟังอย่างไร ท่านอำเภอจูอยู่ที่จื่ออู่โข่วตลอด ทางจวนฉินอ๋องเขาก็ไม่ได้ไปคารวะ คนของจวนฉินอ๋องเห็นท่านอำเภอจูไม่ได้มาหลายวัน ฉินจวิ้นอ๋องจูฉุนซูก็รีบส่งคนมาตามหาทันที คนที่ส่งมาคือญาติผู้น้องร่วมตระกูลของเขา จูฉุนเซียง สายเลือดของจูฉุนซูนี้ในนามเป็นรุ่นที่สิบเอ็ดของจักรพรรดิจูหยวนจาง แต่ถ้าจะนับสายเลือดจริงๆ ก็ห่างกันไปไกลโข เพราะสายเลือดตรงของฉินอ๋องดั้งเดิมนั้นขาดไปแล้ว ตั้งแต่ฉินอ๋องจูหวยคุนรับตำแหน่งฉินอ๋อง ในลำดับวงศ์ของสายนี้จะมีอักษรสี่ตัวอยู่หน้าสุด "ผู้เป็นลุงสิ้น หลานสืบทายาท" พูดง่ายๆ ก็คือการรับเป็นบุตรบุญธรรม ด้วยสาเหตุนี้ แม้จะเป็นฉินอ๋อง แต่ฐานะในกรมคลังหลวงของสกุลจูก็ไม่ได้สูงส่ง เพราะเป็นสายบุญธรรม พูดตรงๆ ก็คือมาสืบธูปเทียน ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษมากนัก ตอนนี้กรมคลังหลวงของสกุลจูถือเอาสายของซิ่งอ๋องฝูเป็นใหญ่ เมื่อครั้งว่านลี่ฮ่องเต้ยังประทับในจวนทรงพระเยาว์ ก็ทรงเป็นโอรสของอ๋องในซิ่งอ๋องฝู หาใช่โอรสหัวปีที่เกิดจากฮองเฮาไม่ ในบรรดาฉินอ๋องตอนนี้ ถ้าว่ากันที่รวย ต้องเป็นฝู่อ๋อง ส่วนฉินอ๋องทางฉางอานฝูนี้ พูดได้แค่ว่า "คนไปชาก็เย็น" กรมพระคลังข้างที่ให้เงินฉินอ๋องใช้ ภาษีก็เลี้ยงดูเขาอยู่ แต่คนอื่นๆ... ก็ช่างมันเถอะ! ส่วนจูฉุนเซียง ญาติผู้น้องร่วมตระกูลของฉินจวิ้นอ๋อง เป็นคนไม่มีหัวนอนปลายตีน หากไม่ได้เกี่ยวดองกับฉินจวิ้นอ๋องจูฉุนซูสักหน่อย เขาก็คงไม่ต่างจากลูกหลานสกุลจูคนอื่นๆ ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ถ้าสกุลจูในกรมคลังหลวงให้ความสำคัญกับสายของฉินอ๋องนี้จริง สายนี้ก็คงไม่ตกจาก "อ๋องที่หนึ่งใต้หล้า" ตอนต้นราชวงศ์หมิง กลายมาเป็น "ญาติจนๆ" ของสกุลจู แถมยังมีเรื่องที่จูซั่งเฟิน โอรสองค์ที่หกของฉินอ๋องจูส่วง ฉายาอานติ้งอ๋อง คิดก่อกบฏ... ดังนั้นสายนี้จึงเหมือนถูกลิขิตให้จนไปเรื่อยๆ กินไม่อดอยาก แต่อย่าหวังจะมีเงินเหลือไปทำอย่างอื่น ดังนั้น ผู้คนจำนวนมากในสายนี้จึงต้องให้ท่านอำเภอจูเลี้ยงดูจริงๆ ดังนั้น พอท่านอำเภอจูไม่ได้ไปคารวะที่จวนหลายวัน จวิ้นอ๋องก็ร้อนใจนิดหน่อยแล้ว! จึงส่งจูฉุนเซียง ญาติผู้น้องมาตาม หรูฉือเห็นจูฉุนเซียงคนนี้ ก็ปล่อยม่านเกี้ยวลงเงียบๆ ดึงศีรษะที่ยื่นออกไปนอกหน้าต่างดูคนโน่นคนนี่ของเมิ่นเมิ่นกลับมา หากไม่มีอะไรผิดพลาด จูฉุนเซียงคนนี้ก็คือสามีในอนาคตของนาง หรูฉือไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อา แต่นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าอาคิดอย่างไร ไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อนางปักปิ่นแล้วต้องแต่งงานกับเขา? อาจเป็นเพราะอาสกุลจู และจูฉุนเซียงคนนี้ก็สกุลจู ปุ๋ยดีไม่ให้รดไร่นาคนอื่น แม้ไม่คุ้นเคย แต่หรูฉือก็ไม่พอใจจูฉุนเซียงคนนี้อย่างมาก แก่กว่านางสิบปี ตอนนี้อนุภรรยาก็มีถึงสามคน ได้ยินว่าลูกก็สี่คนแล้ว! บทนี้ยังไม่จบ โปรดคลิกหน้าถัดไปเพื่ออ่านต่อ!
หรูฉือไม่เข้าใจ แต่หรูร่างเข้าใจ หรูร่างเป็นบุตรชายคนเดียวของสายนี้ ตระกูลหรูตอนนี้แม้จะตกยากน่าเวทนา แต่ก็ยังพอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง มีที่นาดีร้อยหมู่ ในราชสำนักก็มีคนรู้จักเก่าแก่ หากวันใดหรูร่างเกิดอันเป็นไป หรูฉือมีบุตร สิ่งเหล่านี้ก็จะตกเป็นของบุตรนางโดยชอบธรรม จะว่าท่านอำเภอจูคิดถึงทรัพย์สินเพียงน้อยนิดของตระกูลหรูก็คงไม่ใช่ แต่ใครใช้ให้การสืบสกุลนั้นยิ่งใหญ่กว่าฟ้าล่ะ! เพียงแต่ตอนนี้หรูฉือยังไม่เข้าใจเท่านั้น โลกของผู้ใหญ่ก็เหมือนกับขี้แพะแห้งๆ พวกนั้น ข้างนอกดูเป็นมันเลื่อม แต่พอขยี้ให้แตก กลับเหม็นคาวโสโครกน่าขยะแขยงถึงเพียงนั้น “น้องฉือ?” ได้ยินคำนี้ หรูฉือก็นั่งไม่ติด ใจไม่เต็มใจอย่างแสนสาหัส แต่ก็ต้องออกไปคารวะ หรูฉือก้าวออกจากเกี้ยว ย่อกายทำท่าอวยพร “คุณชายจู!” มองหรูฉือที่โตเป็นสาวงามพริ้งเพรา จูฉุนเซียงตาเป็นประกาย สมคำที่ว่า หญิงสิบแปดเปลี่ยนโฉม เด็กหญิงขี้เหร่เมื่อไม่กี่ปีก่อนทำไมกลับสวยงามปานนี้! พอทักทายปุ๊บ ก็เหมือนแปะติดเหมือนพลาสเตอร์ยา “น้องสาว เด็กหญิงคนนี้ในเกี้ยวเจ้าเป็นใคร ตุ้ยนุ้ยน่าเอ็นดูนัก อยากส่งไปที่จวนข้าไหม อบรมสักสองสามปี รับรองเป็นคนเด่นคนดัง!” หรูอี้ที่ขึ้นเขาไม่ได้ อยู่บ้านคอยดูแลเมิ่นเมิ่น เงยหน้าขึ้น มองเจ้าลูกเศรษฐ์เสเพลตรงหน้า ในแววตาฉายประกายดุร้ายจางๆ เสี่ยวเฝยก้มหัว เริ่มถูของอีกแล้ว ตอนนี้มันไม่ถูเหล็กเสียบนั้นอีกแล้ว ถูต่อไปก็จะกลายเป็นเข็มแล้ว ตอนนี้มันเปลี่ยนมาถูมีด มีดเล็กสำหรับชำแหละ ถ้าเจ้าหมอนี่กล้ายื่นมื อมา มันก็กล้าเอาชีวิตเข้าแลก “น้องสาว ทำไมไม่พูดล่ะ ข้าพูดจริงนะ!” “น้องสาว ถ้าเด็กนี่ได้อยู่กับข้า นั่นแหละคือชีวิตดีดี ต่อแต่นี้ไปก็ไม่ต้องกลัวหิ้วกึ่งอิ่มกึ่งหิวอีกแล้ว...” “น้องสาว?” “น้องสาว~~~” ท่านอำเภอจูมองจูฉุนเซียงที่เอาเรื่องไม่ได้ ถอนหายใจเบาๆ แต่ตอนนี้เขาหมดอารมณ์จะไปยุ่ง เมื่อวานนี้ หมู่บ้านทหารน่าซานส่งคนมาทางใต้ภูเขาหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคน พวกนี้ล้วนเป็นคนเผาอิฐ เป็นครัวเรือนทหาร หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคน ต่างแบกกระบุงไม้ไผ่ และหาบคานไม้ ในภูเขา อู๋ซิ่วจงนั่งคร่อมบนคานไม้ปาดเหงื่อ ฉวยจังหวะคนอื่นไม่ทันสังเกต แอบเปิดมุมหนึ่งในหาบ มองเงินเหรียญทองแดงข้างใน เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ ปิดหาบลง อู๋ซิ่วจงก็อดไม่ได้ที่จะลูบอก ใต้ปกเสื้อ มีเงินครึ่งพันแขวนอยู่บนคอของเขา นี่แค่ครึ่งเดียว พี่ลิ่งบอกไว้แล้ว ขอให้ถึงบ้าน อีกครึ่งให้ทันที ไม่ชักช้า นอกจากนี้ยังให้เกลืออีกสองชั่ง อู๋ซิ่วจงไม่ได้คิดว่าจะใช้เงินพวกนี้ยังไง ตอนนี้เขาคิดแต่ว่าจะเกาะพี่ลิ่งต่อไปยังไง เดือนสองตามพี่ลิ่งเผาอิฐได้เงินก้อนหนึ่ง เงินก้อนนี้จ่ายภาษีปีนี้แล้วยังเหลืออีกหน่อย ถึงเงินจะน้อยจนน่าเสียดาย แต่กองฟ่อนข้าวที่บ้านกลับสูงขึ้นแล้ว ทุกวันนี้ทุกเช้าตรู่ สิ่งแรกที่แม่ทำเมื่อลืมตาคือไปดูกองข้าวว่ายังอยู่ไหม ตอนนี้นางยังไม่อยากเชื่อเลยว่าบ้านตัวเองจะสะสมข้าวได้มากขนาดนี้ อู๋ซิ่วจงตอนนี้คิดแต่อยากเกาะพี่ลิ่ง ได้ยินว่าถ่านหินของบ้านพี่ลิ่งขายดี คนในหมู่บ้านหวงฉวีต่างก็ไปช่วย ในสายตาของอู๋ซิ่วจง พวกนี้ล้วนเป็นคนไม่เกี่ยวอะไรกัน เงินทองทำไมต้องให้คนพวกนั้นหา พี่ลิ่งกับตนอยู่หมู่บ้านทหารเดียวกัน น้องสาวของตนยังเคยจับกบ จับไส้เดือนด้วยกันกับน้องสาวของพี่ลิ่ง พี่ลิ่งขาดคนก็ควรเรียกตน รู้จักกันดี ไว้ใจได้กว่าคนนอก คราวนี้กลับถึงบ้าน อู๋ซิ่วจงก็เตรียมจะพูดเรื่องนี้ คนหมู่บ้านหวงฉวีจะดีกว่าคนหมู่บ้านตนได้ยังไง? คนที่คิดเหมือนกับอู๋ซิ่วจงมีอยู่มาก เดิมทีไม่ได้คิดมากขนาดนี้ แต่ตอนนี้พี่ลิ่งรวยปานนี้แล้ว ความคิดตามตระกูลอวี๋ไปก็ผุดขึ้นมา เงินมากมายขนาดนี้ ขอแค่รั่วไหลออกมาหน่อยก็เลี้ยงดูครอบครัวได้ทั้งบ้านแล้ว หากเอาเงินพวกนี้ไปซื้อทรัพย์สิน ตระกูลอวี๋ก็จะกลายเป็นตระกูลใหญ่ไม่ใช่หรือ? ถ้าตระกูลอวี๋กลายเป็นตระกูลใหญ่ ตัวเองเดินตามข้างหลัง ได้ดื่มน้ำแกงสักหน่อย อยู่จนพุงกาง น่าจะง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร? ตอนเข้าภูเขาอวี๋ลิ่งใช้เวลาสามวัน ขากลับใช้เวลาสองวัน มองทางออกจากภูเขาที่อยู่ตรงหน้า อวี๋ลิ่งสูดหายใจลึก ก้มตัวพุ่งเข้าไปในป่า ตอนที่อวี๋ลิ่งออกมาจากป่า ก็แต่งกายเป็นนายสิบธงคนหนึ่ง เงินมากมายขนาดนี้ คนรู้ก็มาก หากไม่มีฐานะอะไรค้ำไว้ กลับถึงบ้านก็ต้องไม่สงบแน่ มีฐานะนี้แล้ว ใครยื่นมือมา อวี๋ลิ่งก็กล้าชักมีด อวี๋ลิ่งจะขอยืมบารมี ที่ปากทางภูเขามีคนมากมาย ท่านอำเภอจูก็อยู่ หรูฉือกับน้องสาวก็อยู่ด้วย ท่านอำเภอจูมองอวี๋ลิ่ง มองเสื้อขุนนางบนตัวอวี๋ลิ่ง เขาอยากถามอะไรสักหน่อย แต่คิดแล้วก็ช่างเถอะ หรูร่างก็อยู่ รอกลับไปถามหรูร่างก็ได้ ไม่รีบร้อนเดี๋ยวนี้หรอก! อวี๋ลิ่งพบท่านอำเภอจู รีบสาวเท้าเข้าไปหา คารวะถามสารทุกข์สุกดิบแบบรุ่นน้อง หรูร่างเคยบอกแล้วว่าเพื่อจะตั้ง "ชื่อรอง" ให้เขา หล่นไปเป็นกำเลยทีเดียว เพิ่งจะพูดกับท่านอำเภอจูได้สองสามคำ ทางอู๋ซิ่วจงก็ส่งเสียงดังลั่นขึ้นมา “ทำอะไรน่ะ นี่ท่านทำอะไร ใครให้ขยับ?” จูฉุนเซียงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ในหาบข้าวฟ่างนั่น ข้างในมีแต่เงินเต็มไปหมด? โอ้สวรรค์ นี่ตั้งร้อยกว่าคนนะ ร้อยกว่าหาบ นี่มันเท่าไหร่กัน “ใครให้ข้าหยิบหรือ? ใต้หล้านี้ก็เป็นของสกุลจูข้าทั้งสิ้น เจ้าว่าข้าหยิบได้ไหมเล่า?”