# บทที่ 18 แค่เรื่องแค่นี้เอง
อวี๋ลิ่งกลับถึงบ้านอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความจริงในใจก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน ท่านเศรษฐีอวี๋จัดการเตรียมของกินอร่อยๆ ไว้มากมายแล้ว เขาตื่นขึ้นมาก็เที่ยงวันแล้ว บะหมี่ที่บอกจะทำให้เด็กๆ ก็เลยไม่ได้ทำ ดังนั้น เขาจึงเลื่อนเรื่องใหญ่เรื่องกินบะหมี่ไปเป็นตอนค่ำ มองดูคราบน้ำตาลเป็นวงรอบปากของเด็กสามคน ป้าเฉินก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบร้อนเตรียมผ้าขนหนูกับน้ำร้อนจะเอาไว้ล้างหน้าให้เด็กสามคน "กินถังหูหลูนั่นมาใช่ไหม แม่บอกไปกี่ครั้งแล้ว กินเสร็จอย่าเอาแต่เลียริมฝีปาก ดูปากพวกเจ้าสามคนสิ คุณพระคุณเจ้า นี่มันต้องเลียเอาฝุ่นเข้าไปเท่าไหร่" ท่านเศรษฐีอวี๋มองอย่างเอ็นดูก่อนจะบ่นด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า "ฟ้ามืดแล้วถึงได้กลับมา ข้าเตรียมจะออกไปตามพวกเจ้าสามคนเองแล้ว ดูหน้าตาพวกเจ้าสามคนสิ บอกแล้วว่าของข้างนอกไม่สะอาด!" "ท่านพ่ออย่าได้ต่อว่าเราเลย เห็นถังหูหลูนี่ขาก็เดินไม่ไหว พอดียังพอมีเงินที่ท่านอาจารย์ให้ติดตัว ก็อดใจไม่ไหวซื้อมาชิมดู!" อวี๋ลิ่งเอาลิ้นดุนฟันพลางพูดอย่างเจ็บใจว่า "คราวหลังไม่กินอีกแล้วล่ะ ถังหูหลูนี่มีแต่ฝุ่นแถมยังติดฟันอีก เสียดายเงินข้าจริง" อวี๋ลิ่งไม่ได้พูดปด เขาคิดว่าถังหูหลูนี่ไม่อร่อยเลย เสี่ยวเฝยไม่ได้คิดว่ามันแย่เหมือนที่อวี๋ลิ่งว่า เขาคิดว่ามันหวานจริง อร่อยจริง ถ้าคราวหน้ามีโอกาส เขาจะต้องกินอีกแน่ๆ เมิ่นเมิ่นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ขนาดนั้น เห็นพี่ชายบอกว่าคราวหลังจะไม่กินแล้ว เธอก็พยักหน้า พูดคล้อยตามและบอกเสียงเบาว่าเธอก็จะไม่กินเหมือนกัน คำว่า 'พ่อ' ของอวี๋ลิ่งทำเอาคนอื่นตะลึงกันหมด คนเฝ้าประตูที่เอาแต่เงียบตลอดเวลาเงยหน้าขึ้น มองไปทางท่านเศรษฐีอวี๋แล้วยิ้มแสดงความยินดี แม่ครัวตะลึงไปอึดใจหนึ่ง แล้วก็ยิ้มแฉ่งออกมาเช่นกัน แม่ของเสี่ยวเฝยไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไร เธอกลับเห็นว่ามันสมควรจะเป็นแบบนี้ น้ำร้อนถูกยกมา อวี๋ลิ่งรู้สึกดื่มด่ำกับความรักของท่านเศรษฐีอวี๋ ความรู้สึกนี้ก็เหมือนกับผ้าขนหนูอุ่นๆ บนใบหน้า ที่มันซัดส่ายอยู่ในทรวงอกของเขา เมิ่นเมิ่นเชยหน้าขึ้น เธอรู้ว่า พ่อเช็ดให้พี่ชายเสร็จก็จะถึงตาเธอ ส่วนเสี่ยวเฝยนั้น แม่ของเขาขี้เกียจจะสนใจ เขาเลียนแบบอวี๋ลิ่งเชยหน้าขึ้น แต่ไม่ได้รับผ้าขนหนูอย่างที่คิดไว้ กลับได้รับฝ่ามือกับคำด่าตลกๆ แทน "ไป ให้อาหารลาไป ไอ้พวกใช้สกุลอวี๋ กินสกุลอวี๋ เจ้าก็ไปทำงานบ้างสิ รอให้แม่มาเช็ดหน้าให้เหรอ ไอ้พ่อไม่เอาไหนของเจ้าตอนยังอยู่ก็ยังได้ให้ข้าเช็ดหน้าแค่หนเดียวตอนจะลงดินนั่นแหละ!" ป้าเฉินรู้จักที่ต่ำที่สูงมาโดยตลอด ที่ตระกูลอวี๋ เธอวางตัวต่ำเตี้ยมากๆ เธอกลัวว่าตัวเองไร้ประโยชน์แล้วจะถูกไล่ไสส่ง เธอรู้ดีกว่าคนมากมายในเมืองหลวงว่าโลกภายนอกนั้นมันเป็นอย่างไร ท่านเศรษฐีอวี๋อารมณ์ดีมาก ให้แม่ครัวทำกับข้าวไว้หลายอย่าง วันนี้ทุกคนในบ้านก็อารมณ์ดี เพราะพวกเขาได้นั่งโต๊ะแยกกินข้าวพร้อมหน้ากัน ดังนั้น ตรงกลางห้องโถงใหญ่จึงเป็นสามพ่อลูกตระกูลอวี๋ ด้านข้างเป็นคนที่มาช่วยงานในบ้าน คนเฝ้าประตูกับเสี่ยวเฝยหลังตรงนั่งอย่างองอาจ ส่วนแม่ครัวกับป้าเฉินนั้นดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ร่างกายแข็งทื่อไปนิด ไม่ค่อยกล้านั่ง เพราะตั้งแต่นางทั้งสองยังเด็ก เวลาที่บ้านมีแขกมา พวกนางจะต้องเอากะละมังไปกินที่ครัว ส่วนใหญ่กว่านี้คือต้องรอให้แขกกลับกันหมดก่อนนางถึงจะได้กิน อวี๋ลิ่งดื่มเหล้าข้าวหมักไปเล็กน้อย เจ้านี่อวี๋ลิ่งชอบมาก แต่ท่านเศรษฐีอวี๋กลับไม่ยอมให้เขาดื่มมาก กลับให้บะหมี่ก้อนหนึ่งที่ทำให้เขากินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ เพราะมีเนื้อชิ้นโต อิ่มหนำสำราญแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายไปวุ่นวายกับงานของตัวเอง ท่านเศรษฐีอวี๋มองดูอวี๋ลิ่งด้วยความพอใจ แล้วก็ยิ้ม พลางพูดว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าไม่เคยขออะไรจากพ่อเลย บอกสิว่าอยากได้อะไร?" "ข้า... ข้าอยากฝึกเพลงหมัด!" อวี๋ลิ่งจริงๆ แล้วไม่เคยคิดอยากฝึกเพลงหมัด แต่ตั้งแต่ได้เห็นหม่าเสียงหลินกับเถาเยาถือไม้ขาวที่สูงกว่าตัวพวกเขาเองขี่ม้าบุกเข้าใส่... ชั่วขณะนั้นอวี๋ลิ่งรู้สึกใจเต้นจริงๆ พอมาเห็นเกาทัณฑ์ของพวกหนหวี่เจินที่หนาพอๆ กับท่อนแขน อวี๋ลิ่งก็ตัดสินใจเด็ดขาดในบัดนั้น ต้องฝึกเพลงหมัดให้ได้ ฝึกแล้ว พอพวกหนหวี่เจินมาก็จะได้ปกป้องตัวเองได้หน่อย ไม่ฝึก ก็อาจจะไม่ได้เจอพวกหนหวี่เจินแล้วก็ได้ ที่น่ากลัวที่สุดคือถิ่นฐานเดิมของพ่อยังอยู่ที่เมืองซีอันฝู่ เขายังมีแผนจะกลับไปซีอันฝู่เอาที่ดินไม่กี่หมู่มาจดทะเบียนในชื่อของตัวเอง ประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร อวี๋ลิ่งไม่รู้แน่ชัด แต่เขารู้ว่าเกาอิ๋งเสียง อ๋องบุกคนแรก จางเซี่ยนจง อ๋องแปด นั่นเป็นคนส่านซี จางเซี่ยนจงเป็นคนส่านซี หลัวหรูไฉ ฉายาโจโฉเป็น หลี่จื้อเฉิง อ๋องบุก ล้วนเป็นคนส่านซีทั้งนั้น คนโหดพวกนี้ล้วนเป็นคนส่านซี ต้นเหตุที่ลุกฮือก็เพราะราษฎรอยู่ไม่ได้แล้ว จิตใจแรกเริ่มพวกเขาถูกต้อง เพื่ออยู่รอดถึงได้ต้องสู้ แต่พอกลายเป็นกองทัพ นั่นก็ไม่ได้เพื่ออยู่รอดแล้ว กลายเป็นการสังหารหมู่ พวกเขาหันคมดาบใส่ราษฎรผู้ยากไร้เช่นเดียวกับพวกเขาเอง อวี๋ลิ่งรู้ด้วย จางเซี่ยนจงตัดเท้าผู้หญิงมากองเป็นภูเขา แทบจะฆ่าล้างบางชาวเสฉวนจนหมดสิ้น กองทัพกบฏเกิดจากราษฎร สุดท้ายก็มาฆ่าราษฎร คนแบบนี้ไม่มีทางรับฟังเหตุผล ส่วนพวกหางหมูที่มาจากทางเหนือ ก็ยิ่งไม่ใช่คนเข้าไปใหญ่ สังหารสามวันที่หยางโจว สามการเข่นฆ่าที่เจียติ้ง ถึงแม้จะว่ากันว่าการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ จะไม่มีคนตายได้อย่างไร คำนี้ก็ไม่ผิด แต่พวกหางหมูฆ่ามากเกินไปจริงๆ (ปู้ลิ่ว: ตามที่เก๋อเจี้ยนสยงเรียบเรียงใน《ประวัติศาสตร์ประชากรจีน》 หลังจากกองทัพชิงบุกเข้าด่านพรมแดน ประชากรทั่วแผ่นดินจีนลดลงไปประมาณ 90 ล้านคน) อวี๋ลิ่งไม่คิดจะเป็นยอดคนอะไร ขอเพียงในยามโลกปั่นป่วน สามารถปกป้องตัวเองได้ ปกป้องเมิ่นเมิ่น ปกป้องพ่อดีๆ ผู้นี้ หากมีโอกาส อวี๋ลิ่งก็อยากจะลองประมือกับพวกหนหวี่เจินสักตั้ง แต่ตอนนี้ คิดไปก็ไม่ต่างอะไรกับฝันกลางวัน
ดังนั้นอวี๋ลิ่งจึงต้องการฝึกเพลงหมัด ท่านเศรษฐีอวี๋ได้ยินก็ชะงักงัน คนเฝ้าประตูก็ชะงักงัน ทั้งสองคนหันมามองอวี๋ลิ่งพร้อมกัน ล้วนคิดว่าอวี๋ลิ่งเป็นเนื้อคู่ของการเล่าเรียน จะต้องสอบได้เป็นบัณฑิตแน่นอน บัณฑิตหวังก็พูดไว้เช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะอยากฝึกเพลงหมัด "ลูกเอ๋ย เพลงหมัดที่แท้จริงไม่ใช่ท่าไม้ตายปลอมๆ ตามข้างถนนหรอกนะ พ่อมาจากค่ายทหาร เคยผ่านการสังหารกบฏ ฆ่าพวกโจรทรชนมาก่อน เพลงหมัดน่ะคือวิชาฆ่าคน!" ดวงตาท่านเศรษฐีอวี๋ทอดมองไปไกลเหมือนกำลังหวนรำลึก พูดพึมพำว่า "ออกแรงทีเดียวก็เอาชีวิต ท่าไม้ตายมันไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าคิด กระบวนการก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เจ้าวาดฝัน" อวี๋ลิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง "ข้าทราบดี หากพ่อรู้สึกลำบากใจ ข้าก็จะไม่ฝึก คนจนเรียนหนังสือ คนรวยฝึกยุทธ เหตุผลนี้ข้ายังเข้าใจอยู่!" ท่านเศรษฐีอวี๋ครุ่นคิดอยู่นาน แล้วก็พูดขึ้นมาทันใดนั้น "ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่เจ้าต้องรับปากข้าข้อหนึ่ง ฝึกยุทธก็ได้ แต่ต้องไม่ทิ้งการเล่าเรียน" "ได้!" ท่านเศรษฐีอวี๋สูดลมหายใจยาว พูดตามตรงแล้วเขาก็ยังอยากให้อวี๋ลิ่งสอบเป็นบัณฑิต ถ้าเป็นดั่งที่บัณฑิตหวังว่าไว้จริง เป็นจวี่เหรินก็ไม่ใช่ไม่ได้ ตราบใดที่ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ ต่อไปวันข้างหน้าก็จะมีแต่ชีวิตที่ดี ใช้ชีวิตในต้าหมิงมาหลายปี ท่านเศรษฐีอวี๋ก็คิดว่าตัวเองก็ผ่านใต้หล้าขึ้นเหนือมาพอสมควร ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เคยพบเห็นว่ามีบัณฑิตคนไหนมีชีวิตที่ไม่ดี บัณฑิตหวังถึงจะดูสมถะไปหน่อย แต่สมถะก็ส่วนสมถะ บ้านคนเขามีตั้งสี่สิบหมู่ ไม่ต้องทำงาน ชาวนาที่เช่านาก็ทำไร่ไถนาให้เสร็จสรรพ เขาไม่กลับบ้าน เขาก็แค่เกรงใจไม่กล้ากลับ ฟังจากปากเขาว่า หากสอบไม่ได้เป็นจวี่เหริน เขาขอสาบานไม่กลับบ้านเกิด "พรุ่งนี้ก็เริ่มตื่นเช้า เริ่มจากการยืดเส้นยืดสายก่อน ลูกเอ๋ย ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ คนฝึกยุทธนั้นมีแค่สองประเภทจริงๆ ประเภทแรกคือคนที่ผ่านการสังหารในสนามรบมา แบบนี้สำเร็จได้ไม่สูง" "ประเภทที่สองคือตั้งแต่เล็กก็เริ่มสร้างพื้นฐาน ป้อนทีละเล็กทีละน้อย สะสมกันไปเรื่อยๆ แต่นี่มันยังไม่พอ ที่จริงนี่ก็ยังเป็นแค่ท่าไม้ตาย!" อวี๋ลิ่งสงสัยถามว่า "ถ้าเช่นนั้นถึงจะไม่ใช่แค่ท่าไม้ตายล่ะขอรับ?" ท่านเศรษฐีอวี๋ใจลอยอีกแล้ว พูดพึมพำว่า "ต้องได้ฆ่าคน ฆ่าคนเดียวยังไม่ได้ ต้องฆ่าให้มาก พอรู้แจ้งเมื่อไหร่ พื้นฐานที่สะสมมาก็จะพลันมีชีวิตขึ้นมา!" คำพูดของท่านเศรษฐีอวี๋ทำให้อวี๋ลิ่งนิ่งอึ้ง เขานึกไม่ถึงว่าการฝึกยุทธจะยากเย็นถึงเพียงนี้ ยังต้องสู้ด้วยดาบจริงๆ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง นี่มัน... "ฝึกยุทธแล้วจะทำให้ตัวเตี้ยไหมขอรับ?" คนเฝ้าประตูถึงกับโซเซ เขาคิดว่าอวี๋ลิ่งได้ยินคำว่าต้องฆ่าคนแล้วจะลังเล หวาดกลัว หดหัว ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวกลับคิดว่าแล้วจะทำให้ตัวเตี้ยไหม? ใครๆ ก็ว่าบุตรบุญธรรมของนายท่านเป็นเด็กอัจฉริยะ คนเฝ้าประตูรู้สึกว่าเด็กนี่ต้องไปหาหมอแล้ว สมองมีปัญหา รีบพาไปเถอะ ท่านเศรษฐีอวี๋มองดูอวี๋ลิ่งที่เต็มไปด้วยแววตาใฝ่รู้ แล้วสูดลมหายใจลึก "นอน!" อวี๋ลิ่งนอนลงแล้วก็นอนไม่ค่อยหลับ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ที่โรงงิ้วเป็นอย่างไร เขาไม่รู้ว่าดอกบัวที่เขาวาดไว้บนกำแพงจะมีประโยชน์หรือไม่ เดิมทีตั้งใจจะเขียนตัวอักษรสักสองสามตัว แต่คิดอีกทีก็กลัวว่าลายมือจะถูกจำได้ ก็เลยวาดเป็นรูปดอกบัวง่ายๆ วาดไว้ตรงที่ที่ทั้งสังเกตเห็นง่ายและสังเกตเห็นยาก อวี๋ลิ่งไม่รู้เลย เพราะดอกบัวของเขานี่เอง ที่ทำให้พวกจิ่นอีเว่ยตื่นเต้นกันสุดขีด คดีขโมยนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว ป้ายอาญาสิทธิ์ก็ไม่สำคัญแล้ว การสืบสวนเรื่องนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด ศักราชหย่งเล่อปีที่สิบแปด ถังไซ่เอ๋อ ก็คือพวกไป๋เหลียนเจี้ยว สมัยนั้นคดีนี้ไม่ใช่คดีเล็ก เพราะคดีนี้ ยังทำให้มีคนไม่น้อยกลายเป็นขุนนางใหญ่โต ถังไซ่เอ๋อไม่ใช่กรณีเดียว ตั้งแต่หย่งเล่อมาถึงเจิ้งถ่ง แล้วมาถึงศักราชว่านลี่ในตอนนี้ ราชวงศ์ต้าหมิงล้วนมีพวกไป๋เหลียนเจี้ยวชุมนุมก่อความวุ่นวาย ที่ตั้งตั้งแต่หูเป่ย เจียงซี ไปจนถึงเสฉวน ซานซี ซานตง แม้แต่ราชธานีก็ยากจะรอดพ้น หลายปีมานี้ ราชวงศ์ต้าหมิงทุกๆ สองสามปีก็จะมีการ "ลุกฮือ" ของราษฎร และพวกหัวหน้ากบฏชาวนาก็จะเลียนแบบเฉินเซิ่ง อู๋กว่าง สร้างตำแหน่งให้กับตัวเอง ในศักราชเจียจิ้งปีที่ยี่สิบเก้า มองโกลอ่านต๋าข่านยกทัพนับหลายหมื่นคนลงใต้ เส้นทางการยกพลลงใต้ของอ่านต๋าข่านนั้นน่าสนใจมาก ลงใต้มาตลอดทางกลับหลบเลี่ยงเมืองทางทหารสำคัญต่างๆ ในซานซีได้อย่างสมบูรณ์แบบ กว่าจะพบตัว ก็ปักหลักล้อมเมืองหลวงอยู่แล้ว นี่ก็เป็นครั้งที่สองหลังจากเหตุการณ์ถู่มู่จือเปี้ยนที่เมืองหลวงถูกคนต่างเผ่ามาประชิด ในเวลาเพียงสั้นๆ ไม่กี่วัน กวาดต้อน ปล้นฆ่าราษฎรและสัตว์เลี้ยงไปกว่าสองล้าน ราชสำนักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เกิงซวีจือเปี้ยน สาเหตุที่มองโกลสามารถเลี่ยงเมืองทหารที่ตั้งกองกำลังไว้ได้ ก็ล้วนอาศัยพวกไป๋เหลียนเจี้ยว ชิวฟู่ เจ้าฉวน หลี่จื้อซิน และคนอื่นๆ ในกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นคนจากกองกำลังเว่ยสั่วของหมิง พวกเขานำทาง กองทัพของอ่านต๋าข่านถึงได้มุ่งตรงเข้ารุกได้ตลอดทาง เมื่อต้าหมิงกับมองโกลสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อ่านต๋าข่านของมองโกลก็ส่งของขวัญให้ต้าหมิง เพื่อแสดงความจริงใจ ไป๋เหลียนเจี้ยวถูกอ่านต๋าข่านหักหลังขาย หลังจากนั้นไป๋เหลียนเจี้ยวก็บอบช้ำหนัก แต่มันก็ทำให้การเคลื่อนไหวของไป๋เหลียนเจี้ยวยิ่งเร้นลับขึ้นไปอีก ทำอะไรก็ลักลอบทำกันหมด ไม่มีเปิดเผยโจ่งแจ้งอย่างแต่ก่อน (ปู้ลิ่ว: เจ้าฉวนแห่งไป๋เหลียนเจี้ยว ได้รับการแต่งตั้งจากอ่านต๋าเป็นปาตูเอ๋อร์ฮ่า อี๋ปินถั่งปู้ล่าง หลักฐานจาก《ถ่งก้งจ้วน》ของเจียวหง และ《หมิงไต้เหมิ่งกู่ฮั่นจี๋ซื่อเลี่ยวฮุ่ยเปียน》) เพราะพวกก่อการกบฏมากมายล้วนพัวพันกับไป๋เหลียนเจี้ยว ต้าหมิงจึงได้ขึ้นบัญชีไป๋เหลียนเจี้ยวเป็นเป้าหมายปราบปรามสำคัญ หากพบเบาะแส จะลงอาญาถึงตายไม่ละเว้น ตอนนี้คำขวัญของไป๋เหลียนเจี้ยวคือ โค่นหมิงฟื้นหยวน ดอกบัวดอกหนึ่งของอวี๋ลิ่ง ทำให้พ่อของอู๋ม่อหยางดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เป็นอย่างนี้ ทุกอย่างก็อธิบายได้กระจ่างแล้ว เรื่องใหญ่ในคืนนี้แท้จริงแล้วคือแผนการของไป๋เหลียนเจี้ยว ป้ายอาญาสิทธิ์ของเขาถูกไป๋เหลียนเจี้ยวขโมยไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอู๋ม่อหยางแม้แต่น้อย "ทางศาลาว่าการว่าอย่างไร?" "เรียนไป่หู้ ทางศาลาว่าการบอกว่าเมื่อสิบวันก่อน สวีเหลี่ยงเหวียนไว่จากทางตะวันออกของเมือง มาแจ้งความต่อศาลาว่าการ ไอ้หมาขี้เรื้อนนี่คิดจะลักพาตัวลูกชายลูกสาวของเขา" "พวกไพ่ฮวาจึ?" "คนของศาลาว่าการพูดเช่นนั้น!" อู๋ไป่หู้หัวเราะเสียงเย็น กล่าวว่า "ชั่วช้าเต็มทนจริงๆ ขโมยป้ายอาญาสิทธิ์ของข้าก็แล้ว ยังจะลักพาตัวเด็กอีก จับพวกลูกน้องมันมาโบยให้ข้า!" "ขอรับ!" ท่านสุนัขตอนนี้ค่อนข้างอึ้งไป เขาได้รู้มาจากพวกขอทานเด็กคนอื่นๆ ว่าตอนนี้คนทั้งเมืองกำลังตามหาเขา เขาสาบานได้ เขาก็แค่รู้สึกว่าเด็กนั่นเหมือนขี้นกเหนียว ก็เลยพูดจาไม่ดีใส่ไม่กี่คำ ตัวเองไม่ได้คิดจะทำพวกไพ่ฮวาจึเลย ทำไมตอนนี้จิ่นอีเว่ยก็มายุ่งด้วย หรือว่าตัวเองจำผิดไปจริงๆ? "แค่เรื่องแค่นี้เอง ถึงกับต้องขนาดนี้เชียวหรือ?"