หมิงงงงง

0040 - บทที่ 40 เมิ่นเมิ่นจะต้องรัดเท้า

9 นาที· 2K คำ

# บทที่ 40 เมิ่นเมิ่นจะต้องรัดเท้า

"โอ๊ย ทำไมคนอื่นเขาอ่านหนังสือเก่งจังเลยนะ หรือว่าความพยายามของข้าสู้คนอื่นไม่ได้จริง ๆ ตำราสี่คัมภีร์ห้าคัมภีร์ข้าก็ท่องจำขึ้นใจแล้วแท้ ๆ..." "โอ๊ย คนเรานี่เปรียบเทียบกันแล้วช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง" นี่คือคำพูดที่บัณฑิตหวังชอบพร่ำกล่าวบ่นเป็นที่สุดในช่วงนี้ งานเลี้ยงที่ซูหวายจิ่นพูดถึง เขาคงได้ไปแล้ว เขาได้พบหยวนฉงฮ่วน ได้พบเฉียนเชียนอี้ กลับมาก็เริ่มบ่นไม่หยุด แต่อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าบัณฑิตหวังคงจะถูกมองข้ามไปเสียมากกว่า ไปก็คงเป็นได้แค่ไม้ประดับ ใบหน้าของเขาคงเพราะเหตุนี้จึงคล้ำอยู่หลายวัน เมื่อเทียบกับคนทั้งสองนั้น... บัณฑิตหวังก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนโง่ ในวัยเดียวกับเขา เขายังคงต้องดิ้นรนเพื่อสอบเป็นซิ่วฉาย ส่วนคนทั้งสองนี้กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การสอบชั้นสูงสุดในพระราชวังแล้ว อวี๋ลิ่งอยากบอกนักว่าการอ่านหนังสือต้องใช้พรสวรรค์ พรสวรรค์ของบัณฑิตหวังต้องสู้สองคนที่เขาเฝ้าพูดถึงไม่ได้แน่ อ่านหนังสือก้มหัวทั้งวัน อาจจะเทียบไม่ได้กับเวลาหนึ่งชั่วยามของคนอื่นเสียด้วยซ้ำ หลังจากกลับมาแล้ว บัณฑิตหวังราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน เข้มงวดกับตนเองในด้านการเรียน เข้มงวดกับอวี๋ลิ่งยิ่งกว่า ก่อนหน้านี้เขามาสอนหนังสือที่บ้านด้วยการเอามือไขว้หลัง ตอนนี้มาสอนหนังสือที่บ้าน แม้จะยังเอามือไขว้หลัง แต่มือกลับมีไม้เรียวเพิ่มมาหนึ่งอัน ทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลัก ยาวหนึ่งชี่ หนาราวหนึ่งชุ่น เคาะลงบนโต๊ะทีหนึ่งเป็นรอยยุบ ตัวอักษรที่อวี๋ลิ่งเขียนไม่ดีถูกตีไปครั้งหนึ่ง ตอนกินข้าวเย็นตะเกียบแทบถือไม่อยู่ อวี๋ลิ่งโดนตี แม่ครัวและป้าเฉินไม่พอใจอย่างยิ่ง หลังจากบัณฑิตหวังตีอวี๋ลิ่งแล้ว สามวันมาเขาดื่มชาที่อุณหภูมิพอดีไม่เคยได้สักถ้วย น้ำเย็นเกินไปบ้าง ร้อนเกินไปบ้าง "ความรู้สึก" ที่แม่ครัวมีต่อบัณฑิตหวังก็พลอยจืดจางลงไปด้วยในทันใด นางคิดว่าเขาลงมือหนักเกินไป ป้าเฉินก็ไม่ค่อยยิ้มแล้ว นางคิดว่าอวี๋ลิ่งยังเล็ก ลงมือหนักเช่นนี้ไม่เหมาะ บัณฑิตหวังย่อมรับรู้ถึงท่าทีของทั้งสองคนได้แน่ ต่อหน้าอวี๋ลิ่งเขาด่าคนทั้งสองว่าสตรีโง่เขลา แล้วกำชับอวี๋ลิ่งอย่างจริงจังว่า "ไม้เป็นเหมือนเครื่องวัด ในไม้ซ่อนฟ้าดิน!" อวี๋ลิ่งกลับไม่รู้สึกมีอะไร เพราะบัณฑิตหวังหวังดีต่อเขาจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอารมณ์เสียแล้วจงใจหาเรื่องมาระบายอารมณ์ เรื่องพวกนี้อวี๋ลิ่งสัมผัสได้ และในต้นเดือนนี้เอง เขาก็ไม่รับเงินที่ท่านเศรษฐีอวี๋ให้อีก นั่นหมายความว่าเขาแทบจะสอนอวี๋ลิ่งกับเมิ่นเมิ่นให้เปล่า ๆ ท่ามกลางการสอนที่ "จู้จี้จุกจิก" ของบัณฑิตหวัง เมืองหลวงก็ต้อนรับหิมะแรก นี่คือหิมะหนาครั้งใหญ่ ตกลงมากินเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ ภายใต้การปกคลุมของหิมะหนา สิ่งปฏิกูลบนถนนและในตรอกซอกซอยถูกกลบไว้ ทำให้เมืองหลวงดูสะอาดตาขึ้นมา มีเสน่ห์มากขึ้น พ่อบ้านจุดเตาผิงแล้ว ควันจากปล่องระบายเริ่มจางลงเรื่อย ๆ เตียงในเรือนตะวันออกและเรือนหลักก็อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แมวสองตัวในบ้านขดตัวอยู่ด้วยกัน ซุกอยู่ในที่ที่อุ่นที่สุด เรือนอีกสองหลังไม่มีความสุขสบายเช่นนี้ แต่ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ซื้อฟางมาให้ ที่นอนของแต่ละคนจึงปูหนา ๆ กระดาษหน้าต่างก็ซ่อมเสริมตามที่ควรซ่อม ผู้คนในบ้านเริ่มใช้ชีวิตหลบหนาว เพื่อผ่านฤดูหนาว ท่านเศรษฐีอวี๋ใช้เงินซื้อฟืนเกือบยี่สิบตำลึง เงินจำนวนนี้เกือบจะเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งปีของคนในบ้านหลายปากท้อง เพียงเท่านี้ เวลาซื้อฟืนยังต้องเอ่ยวาจาดี ๆ ก่อนหน้านี้อวี๋ลิ่งไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมหน้าประตูจูเหมินจึงมีเหล้าเนื้อเน่าเสีย แต่บนถนนกลับมีซากศพคนอดตาย เมื่อเหล้าเนื้อเน่าเสียแล้ว ทำไมถึงไม่ใช่ซากกระดูกคนอดอยาก หลายปีมานี้อวี๋ลิ่งเข้าใจแล้ว ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้ม ชา ฟืนถูกจัดให้อยู่อันดับแรกก็มีเหตุผล นอกเมืองหลวงก็มีภูเขา บนภูเขามันโล่งเตียน ฟังจากพ่อบ้านบอกว่าภูเขาที่ห่างออกไปสี่สิบลี้ถึงมีต้นไม้ เพียงแต่ว่าที่โน่นเป็นเขตพระราชอุทยานสำหรับล่าสัตว์ของฮ่องเต้ อวี๋ลิ่งใช้มือข้างหนึ่งคลึงไปด้วย ขบฟันกัดต้านความเจ็บปวดที่แผลน้ำแข็งเย็นกำเริบนำมา แผลน้ำแข็งเย็นเช่นนี้ทั่วร่างอวี๋ลิ่งมีทั้งหมดเจ็ดแห่ง มือสองข้าง หูสองข้าง ส้นเท้าสองข้าง บวกกับก้น แผลน้ำแข็งเย็นพวกนี้ล้วนเกิดตอนที่เสื้อผ้าไม่พอห่อหุ้มกาย ทุกปีเมื่อถึงฤดูหนาว เจ็ดแห่งนี้จะค่อย ๆ ลดลงตามอุณหภูมิ จากแดงเรื่อ ๆ กลายเป็นแดงบวมขึ้นมา และก็ทำให้อวี๋ลิ่งทั้งร่างทรมานขึ้นมา ฤดูหนาวปีนี้นับว่าหนาวกว่าเดิม มองดูนิ้วมืออวบใหญ่สิบนิ้วของอวี๋ลิ่ง เห็นชัดว่าไม่สะดวกในการเขียนหนังสือแล้ว บัณฑิตหวังจึงหยุดคัดอักษร เปลี่ยนเป็นท่องตำรา ท่องไม่ได้ ก็ยังโดนตีอยู่ดี อาจเป็นเพราะไม่ได้ดื่มชาร้อน บัณฑิตหวังตอนนี้ตีอวี๋ลิ่งก็ไม่ตีมือแล้ว เปลี่ยนเป็นตีก้น แล้วหลังจากสอนเสร็จแต่ละครั้งกลับมีชาร้อนอุณหภูมิพอดีให้ดื่ม บัณฑิตหวังก็ไม่เคยเอ่ยคำว่าสตรีโง่เขลาอีกเลย ป้าเฉินกับแม่ครัวที่กำลังช่วยอวี๋ลิ่งนวดมือให้เลือดลมเดินสะดวก ได้ยินคนเฝ้าประตูกำชับก็ยกกะละมังหิมะมาให้ ทั้งสองคนจับหิมะขึ้นมาก็ถูนวดลงบนแผลน้ำแข็งเย็น จะทำให้หายขาดได้ก็ต้องใช้วิธีซื่อบื้อเช่นนี้ อวี๋ลิ่งกัดฟันทนอยู่ ประมาณครึ่งธูปต่อมา ความร้อนผ่าวก็ก่อตัวขึ้นมา แผลน้ำแข็งเย็นก็คันขึ้นมา อวี๋ลิ่งเริ่มทนไม่ไหว สูดลมหายใจแรงไม่หยุด แผลน้ำแข็งเย็นที่ก้นนั้นอวี๋ลิ่งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดให้เห็น ทั้งสองจำต้องมอบหน้าที่ให้หรูอี้กับเสี่ยวเฝย ทุกค่ำคืนต้องใช้ผ้าขนหนูร้อน ๆ ประคบครึ่งชั่วยาม ระหว่างที่อวี๋ลิ่งกำลังถูกถูนวดมือเท้าจนแดงไปหมด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แม่ครัวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ไม่กลัวหนาวอีกแล้ว ดีใจวิ่งพรวดออกไปนอกประตู กระทั่งท่านเศรษฐีอวี๋ที่กำลังตรวจบัญชีก็ลุกขึ้นจากเตียง รีบออกไปรับ ฟังเสียงทักทายที่ลอยเข้าหู อวี๋ลิ่งอดถามขึ้นไม่ได้ว่า "ป้าเฉิน นี่จะทำอะไรกันหรือ" ป้าเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาว่า "วันนี้เป็นวันสำคัญของเมิ่นเมิ่น นายท่านจงใจเชิญสตรีมีฝีมือมาให้เมิ่นเมิ่นรัดเท้าเจ้าค่ะ เมิ่นเมิ่นห้าขวบแล้ว ถึงเวลาแล้ว" อวี๋ลิ่งฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที โยนตำราในมือทิ้ง ไม่ทันสวมรองเท้าก็วิ่งตรงไปยังเรือนหลัก อวี๋ลิ่งเคยเห็นการรัดเท้าแล้ว กลัวว่าเมิ่นเมิ่นจะต้องกลายเป็นเช่นนั้น

"พี่ลิ่ง รองเท้า รองเท้าสิ..." ของวิปริตนี้ อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่าแพร่หลายขึ้นมาได้อย่างไร สตรีเช่นนั้นอวี๋ลิ่งเคยเห็น สตรีในกลุ่มแปดตรอกใหญ่ พวกนางออกไปซื้อของบนถนนยังต้องจับกำแพงเดิน ทุกวันนี้เมิ่นเมิ่นก็จะต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ด้วยหรือ ข้างถนนบางครอบครัวพูดกัน เด็กผู้หญิงเริ่มรัดเท้าตั้งแต่ห้าขวบ ยาวไปจนถึงสิบกว่าขวบ จนกว่าเท้าจะเข้ารูปถาวรจึงนับว่าเสร็จ ห้าปีเต็มเชียวนะ พฤติกรรมนี้ในสายตาของอวี๋ลิ่ง ต่างจากพวกที่ตัดแขนตัดขาคนเอาไปเป็นขอทานแล้วยัดคนใส่ไหเลี้ยงไว้ก็ไม่มากนัก ล้วนทำให้คนกลายเป็นอวัยวะพิการ เมื่อเท้าเข้ารูปแล้ว ก็ไม่สามารถเดินทางไกลหรือออกแรงทำงานได้ ที่สำคัญที่สุดคือนักปราชญ์ยังยกย่องสิ่งนี้ ชอบสิ่งนี้ เปรียบเท้าที่ผิดรูปนั้นเหมือนพระจันทร์เสี้ยว หน่อไผ่อ่อน ดอกบัวทองคำ... หากโชคร้ายเกิดอันตราย ไฟไหม้บ้าน ข้าศึกบุก... ไม่ต้องพูดถึงสตรีจะต้องอุ้มลากจูงลูกหนีภัยเลย ตัวนางเองยังดูแลตนเองให้ดีก็ยากแล้ว แน่นอนนี่เป็นเพียงภายนอก ลึก ๆ แล้ว สิ่งนี้อวี๋ลิ่งฟังแล้วรู้สึกขยะแขยง ที่จริงความสนุกบนเตียงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเท้ามัดเล็กนั้น ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่เรื่องผิดปกติทั้งนั้น กล่าวกันว่าสตรีเท้าเล็กยามร่วมหลับนอน สามารถนำความสุขสันต์อันหาที่สุดมิได้มาสู่บุรุษ พวกสตรีในตรอกโคมเขียวเดี๋ยวนี้ยิ่งเพื่อให้แขกของตนนับวันยิ่งมากขึ้น ก็ยิ่งทารุณกับตนเองมากขึ้นทุกที โรงน้ำชาพวกนั้นส่งเสียง "ฮิ ฮิ ฮิ" กันอยู่เป็นครั้งคราว ไม่ใช่ว่าพูดกันแต่เรื่องนี้ทั้งหมด แต่หัวข้อก็ไม่ต่างกันนัก มิเช่นนั้นทำไมเล่าเรื่องถึงได้หยุดชะงักกึกลงกลางคัน คนอื่นจะทำเท้าเล็กหรือไม่ อวี๋ลิ่งไม่สน นั่นเป็นเรื่องของพวกเขาเอง อยากทำอย่างไรก็ทำ แต่กับเมิ่นเมิ่มไม่ได้ นี่คือเส้นตาย เส้นตายของอวี๋ลิ่ง ประตูใหญ่เรือนหลักถูกผลักออก สายลมหนาวพัดกรูเข้ามาในเรือนตามช่องประตู อวี๋ลิ่งยืนอยู่หน้าประตูด้วยเท้าเปล่า จ้องมองผู้คนภายในเรือนด้วยสายตาเย็นชา คนในเรือนพากันนิ่งงัน เมิ่นเมิ่นเห็นพี่ชายมา กระโดดลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า กอดอวี๋ลิ่งไว้ไม่ยอมปล่อย นางไม่รู้ว่านางจะต้องเผชิญอะไร แต่นางรู้จักความเจ็บ "ท่านเศรษฐีอวี๋ นี่มัน" "นี่คือบุตรชายข้า อวี๋ลิ่ง" สตรีที่ถือผ้าแถบอยู่ในมือมองอวี๋ลิ่งยิ้ม ๆ แล้วเอ่ยกับเมิ่นเมิ่นว่า "คุณหนูน้อยมานี่ นี่คือเรื่องดีในชีวิตของเจ้า เร็วเข้า ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว" อวี๋ลิ่งมองท่านเศรษฐีอวี๋ เอ่ยเสียงเบา "ท่านพ่อ เมิ่นเมิ่นไม่ต้องรัดเท้าแล้วเถิด" ท่านเศรษฐีอวี๋เพิ่งเคยเห็นอวี๋ลิ่งในสภาพนี้เป็นครั้งแรก เขาไม่ใคร่เข้าใจนักว่าทำไมอวี๋ลิ่งถึงได้ตอบสนองรุนแรงปานนี้ เขามองออกว่าอวี๋ลิ่งโกรธมาก อวี๋ลิ่งไม่ได้พูดอะไร สตรีคนนั้นกลับยิ้มแล้วเอ่ย "คุณชายน้อยกำลังเรียนหนังสือ ภายภาคหน้าย่อมต้องประสบความสำเร็จในการศึกษา ตระกูลอวี๋ก็จะกลายเป็นตระกูลนักปราชญ์ คุณหนูเมิ่นเมิ่นก็ย่อมกลายเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์" "พูดต่อไปสิ" "ในเมื่อเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ ภายภาคหน้าย่อมต้องแต่งงานกับคุณชายดี ๆ การรัดเท้าก็คือก้าวแรก เท้าเล็กแล้ว งามแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไร้คุณชายดี ๆ" อวี๋ลิ่งไม่อยากไปโต้เถียงกับสตรีคนนี้เรื่องการรัดเท้า นี่คือฝีมือที่หล่อเลี้ยงปากท้องนาง นางย่อมเชื่อมั่นยิ่งกว่าใคร ๆ ว่าสิ่งที่นางทำนั้นถูกต้อง ดังนั้นจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนความเห็นนางได้ อวี๋ลิ่งฟังแล้วยิ้มน้อย ๆ เอ่ยอย่างเรียบเฉย "รอดูเถิด ภายภาคหน้าน้องสาวของข้าจะสูงส่งหาที่เปรียบมิได้ ไม่ต้องรัดเท้าก็ไม่ขาดแคลนคุณชายดี ๆ พี่ป้าท่านนี้เชิญกลับไปเถิด" สตรีคนนั้นหันไปมองท่านเศรษฐีอวี๋ ท่านเศรษฐีอวี๋มองอวี๋ลิ่งที่ยืนเท้าเปล่าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขยับเขยื้อน เขารู้ว่าเด็กคนนี้ดื้อขึ้นมาแล้ว จึงเอ่ยอย่างขอโทษ "ฮั่นชื่อ วันนี้ต้องขออภัยจริง ๆ ลำบากเจ้าแล้ว วันหน้าข้าจะไปขอโทษถึงบ้านอย่างแน่นอน" สตรีคนนั้นส่งเสียงเย็นชาแล้วหมุนตัวจากไป พอพ้นธรณีประตู ก็หันมามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง แล้วพลันหัวเราะเย็น "ท่านเศรษฐีอวี๋ ระวังภายหน้าบ้านจะมีลูกอกตัญญูและลูกหลานเนรคุณนะเจ้าคะ" ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้มตอบไปด้วย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้